สิบคำถามสำหรับเพื่อนที่เป็นชาวพุทธ

April 3, 2025

ผมใช้ชีวิตอยู่ในทวีปเอเชียประมาณ ๑๕ ปีแล้วขณะนี้, ผมมีเพื่อนมากมายที่เป็นชาวพุทธ ชาวพุทธส่วนมากที่ผมรู้จักเป็นคนที่อดทนและเป็นมิตรมาก แต่อย่างไรก็ตาม, ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ทำขึ้นโดยมนุษย์ ที่เหมือนกับโล่ห์, ป้องกันผู้คนจากการรู้จักทางของพระเจ้าและสงวนพวกเขาไว้ให้อยู่ในการผูกมัดกับวิญญาณชั่วร้าย ครั้งหนึ่งผมได้พบกับคนขายพระพุทธรูปบูชา ที่เขาบอกว่าแม่เขานั้นเป็นคนทรงสำหรับวิญญาณพญานาค (เทพเจ้าของชาวพุทธมาจากศาสนาฮินดู)

ชาวพุทธหลายคนมีศาลพระภูมิหรือแท่นบูชาประจำครอบครัวที่จะเอาใจวิญญาณต่างๆ ตามพระคัมภีร์ไบเบิล, วิญญาณเหล่านั้น แท้จริงเป็นวิญญาณหลอกลวง อย่างที่เราเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถจำกัด เราจำเป็นต้องมีความช่วยเหลือมากกว่าที่แค่ “มาจากมนุษย์” มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นที่สามารถปล่อยเราออกจากการผูกมัดต่อวิญญาณชั่ว เราต้องการพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ที่มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้และผู้ที่สามารถแสดงให้เราเห็นทางของความรอดและอิสระที่แท้จริง พระผู้ช่วยให้รอดนั้นเป็นพระเจ้าผู้สร้างเรา, และผู้ที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเรา ถ้าคุณเป็นชาวพุทธ, ผมมีคำถามสำหรับคุณ ผมหวังว่าคำถามเหล่านี้จะนำคุณให้พิจารณาถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อคุณ, และความจำเป็นของคุณที่จะคืนดีกับพระองค์ด้วย, ผ่านทางพระเยซูคริสต์เพื่อคุณจะได้มีชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ในสวรรค์

 

  1. คุณรู้จักเจ้าของสวรรค์ไหม?

 

ในจักรวาลวิทยาของศาสนาพุทธ ได้ถูกพูดว่ามีถึง ๓๑ ภพแห่งการมีอยู่, ซึ่งรวมถึงสวรรค์ต่างๆ, นรกต่างๆ, โลก, อื่นๆ ใน ๓๑ ภพแห่งนี้, ไม่มีสักภพเดียวที่เป็น “นิพพาน”, เนื่องจากว่าทั้งหมดเหล่านี้ได้ถูกกล่าวว่าเอนเอียงไปตามความไม่ถาวรและการทนทุกข์ ชาวพุทธหลายคนที่ผมเคยได้คุยด้วย พวกเขาหวังที่จะได้ไปสวรรค์ เป้าหมายของเขาไม่ใช่นิพพาน, แต่เป็นสวรรค์ แน่นอนมีคนอื่นที่มีเป้าหมายเป็นนิพพาน, แต่มีเพียงแค่น้อยนิด การติดตามไปถึงสวรรค์หรือนิพพานเป็นรูปแบบที่ไม่มีความสัมพันธ์และไม่มีบุคลิกภาพในศาสนาพุทธ

 

ตามพระคัมภีร์ไบเบิล, สวรรค์นั้นไม่ชั่วคราว, แต่นิรันดร์ (นรกก็นิรันดร์ด้วย) เมื่อคนหนึ่งได้ไปไม่ว่าสวรรค์หรือนรก, พวกเขาจะอยู่ที่นั่นตลอดกาล พระคัมภีร์ไบเบิลได้สอนว่าสวรรค์เป็นสถานที่ที่ไม่มีความทนทุกข์, ที่ผู้คนจะชื่นชมยินดีต่อหน้าพระพักตร์และความประเสริฐของพระเจ้าตลอดกาล เช่นนี้, สวรรค์นั้นเป็นสถานที่ที่เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้อย่างเต็มที่ พระคัมภีร์ไบเบิลพูดว่า, “ดังที่มีเขียนไว้แล้วว่า `สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และไม่เคยได้เข้าไปในใจมนุษย์ คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์'” (๑ โครินธ์ ๒:๙) คุณรักพระเจ้าหรือเปล่า? ในการที่จะรักพระเจ้า, คุณต้องรู้จักพระองค์ก่อน, และก่อนนั้น คุณต้องรู้จักความรักของพระองค์ที่มีต่อคุณ

ในศาสนาพุทธ, พระเจ้าผู้สร้างไม่ได้เป็นที่รู้จัก ถึงแม้ว่า หลายคนต้องการไปสวรรค์, แต่ความคิดนี้ ไม่ได้นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเจ้าของสวรรค์ แนวคิดของ “กรรม,” ทำให้ศีลธรรมเป็นระบบที่พระเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และความคิดนี้ทำให้สวรรค์เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย, มีอยู่โดยไม่มีใครดูแล เมื่อถามว่าถ้าคนหนึ่งจะได้ไปสวรรค์หรือไม่, หลายคนตอบว่าขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคน พวกเขาไม่ได้พูดว่าขึ้นอยู่กับพระเจ้า

 

อย่างไรก็ตาม, สถานที่ที่ยอดเยี่ยมอย่างสวรรค์ต้องมีเจ้าของ ที่นี่บนโลกเราเห็นหลายๆอย่างของหลักฐานที่พระเจ้าได้ทรงสร้างอย่างอัศจรรย์ และ, เราเห็นว่าแม้แต่บ้านที่ต่ำต้อยยังมีเจ้าของ ถ้าเราไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ, เราก็เข้าไม่ได้

 

ใน ศาสนาพุทธนิกายชิน, ที่ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบของศาสนาพุทธส่วนมาก, เจ้าของสวรรค์ได้ถูกพูดว่าเป็น พระอมิตาภพุทธะ (Amida Buddha) หลักฐานอ้างอิงของเขานั้นขาดสิทธิอำนาจอย่างมาก รูปเคารพของพระอมิตาภพุทธะอันแรกมาจากศตวรรษที่สองคริสตศักราช พระอมิตาภพุทธะไม่ใช่บุคคลทางประวัติศาสตร์และไม่มีการอ้างของศาสนามาด้วยหลักฐานใดๆเลย เชื่อในพระอมิตาภพุทธะคงจะเป็นแบบเดียวกับการวางความเชื่อคนหนึ่งไว้กับแบทแมน, หรือสไปเดอร์แมน ที่ทั้งพระอมิตาภพุทธะและสไปเดอร์แมนเป็นผลิตภัณฑ์จากจินตนาการต่างๆของมนุษย์ มีเพียงพระเจ้า, ผู้ที่เป็นผู้ทรงสร้างมนุษย์, มีพลังและสิทธิอำนาจที่จะเสนอสวรรค์สำหรับผู้ที่มาหาพระองค์บนทางของพระองค์

 

คำถามยังคงอยู่- “คุณรู้จักเจ้าของสวรรค์ไหม?” มันเป็นตรรกวิทยาที่จะพูดว่าสวรรค์นั้นมีเจ้าของ, ดั่งบ้านอาศัยที่มีอยู่ที่นี่บนโลกยังมีเจ้าของ สวรรค์เป็นสิ่งยอดเยี่ยมมากไปกว่านี้และสมบูรณ์แบบมากไปกว่านี้ต้องมีใคร ผู้ที่ดูแลความสมบูรณ์และความยอดเยี่ยมของสถานที่นี้ ถ้าบนโลกนี้มีสถานที่ที่ไม่มีเจ้าของ, มันก็คงปกติที่จะตามกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกและผุพัง, และสลายไป สวรรค์เป็นสถานที่สมบูรณ์แบบและนิรันดร์ ไม่มีความเสียใจและความผุพัง

 

ถ้าจะรักษาคุณสมบัติของสวรรค์ต้องการคนหนึ่งผู้ที่ทรงมหิทธิฤทธิ์และผู้ที่ตัวเขาเองสมบูรณ์แบบ นี่หมายถึงผู้ที่จะเข้าสวรรค์ผู้นั้นต้องมาทางของพระองค์ด้วย พระองค์ได้มอบทางเหล่านี้แก่พระเยซูคริสต์, ผู้ที่ทรงเป็นอิมมานูเอล (พระเจ้าทรงอยู่กับเรา) ไม่มีจำนวนของการกระทำดีที่จะนำผู้คนไปสู่สวรรค์ เพียงแค่มาทางความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างที่จะรับประกันในการเข้าไปสู่สวรรค์ พระเยซู ตรัสว่า, “...เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว ๑๘, ๓)

 

Childer กล่าวในพจนานุกรมภาษาบาลีของเขา, เสนอคำตอบที่ชัดเจนว่านิพพานคืออะไร เขากล่าวว่า,“แต่หลักความเชื่อที่เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่าการมีอยู่คือการทนทุกข์, ต้องจบลงโดยการกล่าวว่าการปลดปล่อยจากการมีอยู่คือความดีสูงสุด, และตามนั้นเราพบว่าการทำลายล้างนี้เป็นเป้าหมายของศาสนาพุทธ, เป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผู้ที่ยึดมั่นในศีลอย่างสัตย์ซื่อ” (๒๖๕) คำว่า “การทำลายล้าง” อาจจะไม่เป็นคำที่ดีที่สุดในที่นี้, แต่สำหรับเหตุผลอย่างอื่นที่คนอาจจะคิด Walpola Rahula, ชี้ว่า,“นิพพานไม่ใช่การทำลายล้างของตัวเอง, เพราะว่าไม่มีตัวเองที่จะทำลายล้างได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น, มันคงเป็นการทำลายล้างของภาพลวงตา, ของแนวคิดที่ผิดเกี่ยวกับตัวเอง” (๓๗) 

 

Rahula ก็กล่าวในทำนองเดียวกันด้วยว่า นิพพานคือการดับสูญความมีอยู่: มีคำว่า “ปรินิพพาน” ที่ใช้อธิบายถึงการตายของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ผู้ได้ตระหนักถึงนิพพาน, แต่มันไม่ได้หมายถึง “การเข้าไปสู่นิพพาน” ปรินิพพานมีความหมายง่ายๆว่า ‘การผ่านไปอย่างเต็มที่’, ‘ถูกเป่าไปอย่างเต็มที่’ หรือ ‘ดับสูญอย่างเต็มที่’ เพราะว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ไม่มีการอยู่อีกหลังจากความตาย” (๔๑)

 

เกี่ยวกับนิพพานในพระไตรปิฎก, Jones กล่าวว่า, “ตามที่ข้าพเจ้ารู้ว่า, ไม่มีสักคำเดียวใน สี่นิกาย ที่สนับสนุนแนวคิดนิพพานเป็นสภาวะแง่บวก, สภาวะเหนือกว่าและสภาวะความสุขอันล้นพ้น” (๑๕๒) ในเชิงอรรถของการอภิปรายนี้, Jones ให้เราเห็นว่านักวิชาการเถรวาทส่วนใหญ่ นับถือความเชื่อว่านิพพานหมายถึงความดับสูญ: “...ในเมื่อ Jayatilleke, 1963, pp. 475f, ได้นำเอามุมมองที่เหนือกว่าความสุขอันล้นพ้นของนิพพานมาใช้, ศิษย์เก่าของเขาชื่อ Kalupahana, 1976, pp. 87f, ตำหนิเขาต่อสิ่งนี้และยืนยันอีกครั้งถึงมุมมองของนิพพานเป็นการดับสูญนั้น (ในแวดวงของเถรวาท) เป็นมุมมองทั่วไปกว่า” (๒๐๒)

 

A.L. Herman ในบทความของเขา “Two Dogmas of Buddhism”13 ชี้ถึงความยุ่งยากอื่นๆ เกี่ยวกับนิพพาน, “สภาวะสับสนของนิพพานที่ถือว่า ถ้านิพพานถูกมองในแง่ลบว่า เป็นการไม่มีของอารมณ์ที่รุนแรง และความปรารถนา และความรู้สึกเลย ดังนั้นนี่คือเท่ากับการตาย, และใครเล่าต้องการจะติดตามเป้าหมายที่นำไปสู่ความตาย? นิพพานคือการฆ่าตัวตายในการแปลครั้งแรกนี้ ในอีกด้านหนึ่ง, ถ้านิพพานถูกมองในแง่บวกว่าเป็นการมีอยู่ของสันติสุขและความเงียบสงบ ในที่ซึ่งทั้งหมดที่ข้าพเจ้าปรารถนาได้เติมเต็ม ถ้าอย่างนั้นความปรารถนาก็ไม่จบลงหรือถูกปล่อยไป และความตั้งใจทั้งหมดของนิพพานก็ขัดแย้งกัน: นิพพานก็ไม่สอดคล้องกันในการแปลครั้งที่สอง แต่, สภาวะสับสนของนิพพานดำเนินต่อไป, นิพพานต้องถูกมองทั้งในแง่ลบหรือในแง่บวก; ไม่มีทางเลือกที่สาม บทสรุปของสภาวะสับสนเช่นนี้ก็ถือว่านิพพานเป็นการทำให้หายไปโดยฆ่าตัวตาย หรือการดำเนินต่อไปโดยไม่สอดคล้องกัน” (๑๗๐)

 

Herman สรุปด้วยข้อความที่มืดมนนี้: “ผลกระทบของการรักษาหลักคำสอนที่นับถืออย่างเคร่งครัดนี้ ที่พื้นฐานไม่แข็งแรง... อาจจะ(ได้ทำให้) ย้ายศาสนาพุทธออกไปจากความจริงและเหตุผลที่ได้จากประสบการณ์หรือการสังเกต และใกล้เคียงกว่าถึง ‘หลักปฏิบัติที่น่าสงสัย,’... หรือมุ่งไปสู่ ‘การไม่ใช้เหตุผลและความคิดที่ลึกลับ’ ในที่ความจริงถูกละทิ้งโดยสิ้นเชิง” (๑๗๔) ในเชิงอรรถของบทสรุปนี้, Herman อธิบายต่อไปอีกว่า “…‘หลักปฏิบัติที่น่าสงสัย’ และ ‘การไม่ใช้เหตุผลและความคิดที่ลึกลับ,’เป็นหนทางแน่นอนที่ตามมายึดถือโดยศาสนาพุทธทางใต้หรือพุทธนิกายเถรวาท, และในด้านหนึ่ง, และทางเหนือหรือพุทธนิกายมหายาน, ในอีกด้านหนึ่ง” (๑๗๔)

 

แทนที่จะเป็นการออกไปจากการมีชีวิตอยู่, พระเยซูคริสต์ได้เสนอหนทางที่จะดับความกระหายในการที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายและอย่างนิรันดร์: พระเยซูตรัสตอบนางว่า “ผู้ใดที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก แต่ผู้ใดที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้นจะไม่กระหายอีกเลย แต่น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้นจะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิต

นิรันดร์” (ยอห์น ๔:๑๓-๑๔) พระเยซูคริสต์เป็นเจ้าของสวรรค์ คุณรู้จักพระองค์หรือเปล่า?

 

2. อะไรคือความแตกต่างระหว่างกรรมและบาป?

 

ระบบของกรรมเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจของผู้คนในระดับอันที่เป็นที่นิยม, ทำให้มันดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่สมควรได้รับ – ถ้าคุณทำดี, คุณจะได้รับสิ่งดี; ถ้าคุณทำชั่ว, คุณจะได้รับสิ่งชั่ว

 

ผลกระทบที่อ้างว่ามาจากของกรรมที่ถูกเขียนไว้ด้วยในพระไตรปิฎก (Middle Length Sayings III, p. ๒๔๘-๒๕๓ [มัชฌิมนิกาย]) สาเหตุต่างๆ ของอายุสั้น, ผิวพรรณทราม, มีโภคะน้อย , และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จากการกระทำที่ได้อ้างมาจากการกระทำไม่ดี, คำพูดหรือความคิดที่ได้ทำไปในชาติก่อน นี่คือแนวทางที่กรรม อธิบายถึงความไม่เท่าเทียมกันในชีวิต- ตามที่มนุษย์สมควรได้รับ ในระบบนี้คนยากจนสมควรยากจน, คนรวยสมควรรวย, อื่นๆ รูปแบบความคิดแบบนี้ ดูเหมือนกับวางคนพิการในหมวดหมู่เดียวกับกับฆาตกรในคุก, และบุคคลที่มีทรัพย์สมบัติมากมายในหมวดหมู่วีรบุรุษ บทสรุปเหล่านี้ไม่มีเหตุผลอันสมควร

 

ระบบของกรรมเป็นระบบที่นึกเอาว่าการกระทำดีสามารถลบล้างการกระทำชั่วได้, เหมือนกับบัญชีธนาคารแห่งคุณความดีซึ่งสามารถเพิ่มเข้าหรือเอาออกได้ ถ้าพูดตามพระคัมภีร์ของคริสเตียนแล้ว, ศีลธรรมไม่ใช่เหมือนกับบัญชีธนาคารที่สามารถทำให้ยกยอดถอนการกระทำไม่ดีออกจากการกระทำดี, ในทำนองเดียวกันแต่กลับกัน แน่เลยทีเดียว, ศีลธรรมเป็นความรักในของกระทำที่ขึ้นกับความสัมพันธ์ต่างๆของเรา, ตามมาตรฐานของพระเจ้า เด็กๆ มีหน้าที่ที่แน่นอนในการเคารพนับถือบิดามารดา, อย่างที่บิดามารดามีหน้าที่ที่จะดูแลเด็กของพวกเขา, และอื่นๆ ถ้าสามีไม่สัตย์ซื่อต่อภรรยา, แต่เขาให้ของขวัญที่ยอดเยี่ยมแก่ภรรยา, เขาจะแก้ปัญหาในการละเมิดของเขาราวกับว่ามันเป็นงานทางธุรกิจหรือ? ในความสัมพันธ์มีสิ่งหนึ่งคือการให้อภัย, แต่ว่าศีลธรรมไม่ใช่รูปแบบที่ไม่มีความสัมพันธ์และไม่มีบุคลิกภาพที่สามารถถูกปฏิบัติเสมือนบัญชีธนาคาร ในทำนองเดียวกัน, ถ้าคนหนึ่งยอมรับถึงการฆ่าคน, แต่ได้บอกผู้พิพากษาว่า ถึงแม้ว่าเขาได้ฆ่าคน, เขายังมอบเงินเก็บทั้งชีวิตของเขาให้แก่แม่ม่าย, ผู้พิพากษานั้นจะยกเลิกการลงโทษที่มีต่อเขาไหม? เขาได้ละเมิดต่อหน้าที่ของเขาในการที่จะรักเพื่อนบ้าน(คนที่เขาฆ่า) ความผิดในการฆ่าต้องถูกลงโทษ, ไม่ว่าคนนั้นจะเคยกระทำความดีไว้มากแค่ไหนก็ตาม

 

ในทางตรงกันข้าม, ถ้าคนหนึ่งดำเนินชีวิตอย่างซื่อตรงและทำตามกฎหมายทั้งหมดของแผ่นดิน, รัฐบาลจะให้รางวัลสำหรับความประพฤติดีของเขาไหม? บุคคลนั้นแค่เติมเต็มหน้าที่ของเขาเฉยๆ, ในขณะที่รัฐบาลอาจจะรู้สึกขอบคุณเขา, แต่รัฐบาลเห็นอย่างง่ายๆว่าบุคคลนั้นสมควรประพฤติอย่างที่เขาสมควรจะประพฤติ พวกเขาไม่ได้แต้มพิเศษใดๆจากสิ่งนั้น จำนวนครั้งการละเมิดติดกับตัวเรา, แต่การประพฤติดีเป็นสิ่งที่พระเจ้าคาดหวังไว้อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าคนหนึ่งกระทำดีสักร้อยอย่าง, แต่ทำไม่ดีหนึ่งอย่าง, คนนั้นเติมเต็มหน้าที่ของเขาร้อยครั้ง, แต่มีการละเมิดหนึ่งครั้งในประวัติ เราจะคิดอย่างไรกับนายจ้างที่จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง ๑๐๐ ครั้ง, แต่หลังจากนั้นไม่จ่าย, เนื่องจากความดีงามที่เขาคิดว่าได้สะสมมาได้จ่ายไปแล้ว ๑๐๐ ครั้งที่ผ่านมา

 

ระบบพระคัมภีร์เป็นระบบที่มีความสัมพันธ์และมีบุคลิกภาพอย่างแท้จริง ศีลธรรมในแง่บวกหรือในแง่ลบไม่สามารถแยกออกจากความสัมพันธ์ที่ถือว่าเป็นเพียงแค่ “แต้ม” ได้ มันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทั้งหมด บัญญัติของพระคัมภีร์ไบเบิลได้สรุปไว้ในสองคำบัญชา– คือ รักพระเจ้าและรักมนุษย์ การปฏิเสธศีลธรรมต่างๆ ก็คือการกบฏต่อบุคคลนั้น– คือพระเจ้าผู้สร้างชีวิตและผู้ที่ตั้งมาตรฐานตามลักษณะสมบูรณ์แบบของพระองค์เองสำหรับอะไรที่ถูกและอะไรที่ผิด-- การที่กบฎต่อพระเจ้าโดยการละเมิดมาตรฐานของพระองค์ในทางใดก็ตามเป็นสิ่งที่ไบเบิลหมายถึงโดยการใช้คำว่า “บาป” ความบาปไม่ได้ประกอบด้วยการทำสิ่งที่ไม่ดีเท่านั้น, แต่รวมถึงการละเว้นการทำความดีที่ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของเราที่ควรจะทำ การที่ปฎิเสธและเมินเฉยพระเจ้า เป็นการใช้ชีวิตโดยปราศจากมาตรฐานที่มีสิทธิอำนาจ มันคือความบาปที่ขจัดความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า ไม่ให้เกียรติและคำสรรเสริญที่ซึ่งพระองค์ควรจะได้รับ พระเจ้าต้องการเราที่จะคืนดีกับพระองค์ พระองค์ต้องการพวกเราที่จะยอมรับและสารภาพบาปของเราเองและขอพระองค์ที่จะทรงชำระเรา เราจะคืนดีกับพระเจ้าได้อย่างไร?

 

พระบัญญัติมาก่อนและเช่นนี้ตระหนักให้เรารู้ถึงขอบเขตการละเมิดของเรา เมื่อตะหนักถึงพระบัญญัติ, ก็นำมาถึงความเข้าใจในความรักของพระคริสต์, ผู้ซึ่งไร้ความผิดที่ได้ตายบนไม้กางเขนเพื่อบาปของเรา ด้วยการตระหนักนั้นมาถึงการยอมจำนนต่อองค์พระเยซูคริสต์ “เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติจึงเป็นครูของเราซึ่งนำเรามาถึงพระคริสต์ เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ” (กาลาเทีย ๓:๒๔) จากสิ่งต่างๆที่เคยเป็น “หน้าที่” กลับกลายมาเป็นสิ่งต่างๆ ที่เราทำด้วยความยินดี: “เราไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าทาสอีก เพราะทาสไม่ทราบว่านายของเขาทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว” (ยอห์น ๑๕:๑๕)

 

ในอีกด้านหนึ่ง, ที่จะรับเอาศีลธรรม, แต่ปฏิเสธพระเจ้า ก็เป็นเหมือนการปฏิเสธที่จะขึ้นเรือที่จะข้ามมหาสมุทรและพยายามที่จะว่ายน้ำในระยะทางอันแสนจะสุดไกลโพ้น พระคัมภีร์ไบเบิลอธิบายถึงบุคคลเช่นนั้นว่าเป็นคนที่ถูกสาปแช่ง, เพราะว่าพวกเขาพึ่งพาความสามารถต่างๆของพวกเขาเองและไม่ได้พึ่งพาพระเจ้า: “เพราะว่าคนทั้งหลายซึ่งพึ่งการประพฤติตามพระราชบัญญัติก็ถูกสาปแช่ง เพราะมีคำเขียนไว้ว่า ‘ทุกคนที่มิได้ประพฤติตามทุกข้อความที่เขียนไว้ในหนังสือพระราชบัญญัติก็ถูกสาปแช่ง’” (กาลาเทีย ๓:๑๐) เมื่อความเชื่อของเราอยู่ที่พระคริสต์ การละเมิดต่างๆที่ติดตัวเราก็ถูกตรึงที่กางเขนแล้ว

 

ในโลกเรานี้มีบุคคลที่มีรูปแบบที่มีความสัมพันธ์ได้อยู่, แต่ในพระไตรปิฏกไม่ได้รับรองว่าจักรวาลนี้ได้เริ่มต้นด้วยผู้หนึ่งที่มีรูปร่างที่มีความสัมพันธ์ได้ สิ่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ได้จะสามารถมาจากสิ่งหนึ่งที่ไม่มีความสัมพันธ์ ได้หรือ? มองดูก้อนหินเป็นตัวอย่าง ก้อนหินเป็นสิ่งที่ไม่มีความสัมพันธ์ จะสามารถมีบุคคลที่มีบุคลิกภาพและความสัมพันธ์ได้ มาจากก้อนหินที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ได้อย่างไร?

 

มากไปกว่านี้, ศีลธรรมเป็นลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ต่างๆ (หินไม่มีศีลธรรม), และนอกจากนั้น กรรมได้ถูกเรียกว่าเป็นพลังอำนาจที่ไม่ได้เป็นบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิด John Jones ได้สรุปรวมสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ :“ศีลธรรมของผลที่ตามมาของกรรมนั้นดูราวกับเป็นปัญหาลักษณะของสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนของกระบวนการกรรม เพราะว่า, ถ้านี่เป็นกระบวนการเกี่ยวกับศีลธรรม, ประเภทเดียวของศีลธรรมที่ซึ่งเรามีหลักฐานจากการทดลองหรือสังเกตเป็นศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ โดยเหตุฉะนั้น มีการขัดแย้งกันระหว่างลักษณะที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ของกรรม และลักษณะศีลธรรมของกรรม” (Jones, ๓๗)

 

ที่สุดของที่สุด ทุกๆบาปที่ได้กระทำนั้น เราได้ทำต่อพระเจ้า (สดุดี ๕๑:๔), เพราะว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของทุกชีวิตทุกคนในโลก โดยเหตุนั้น เมื่อผู้คนทำบาปต่อคนหนึ่ง พวกเขาได้ทำบาปต่อคนของพระเจ้า ดั่งที่บิดาอาจขุ่นเคืองใจถ้าเด็กๆของเขาได้มีผู้คนกระทำบาปต่อเด็กๆของเขา, เช่นนั้น เมื่อเราทำบาปต่อผู้อื่นเราได้ทำบาปต่อพระเจ้า และ, เพราะว่าทุกๆ ความบาปที่ได้กระทำนั้น เราได้กระทำต่อพระเจ้า, เพราะฉะนั้นมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะมีสิทธิที่จะให้อภัยบาปของเรา เพราะว่าพระเจ้าดีพร้อมสมบูรณ์แบบ, มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่มีสิทธิที่จะบอกเราว่าอะไรถูกอะไรผิด เราสามารถพูดได้ว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิตมนุษย์, ศีลธรรม, และการให้อภัย อย่างที่เราไม่สามารถเข้าไปในบ้านโดยที่ไม่รู้จักเจ้าของบ้าน, เราไม่สามารถเข้าใจผู้คน, ศีลธรรม, หรือการให้อภัย อย่างถูกต้อง ถ้าปราศจากพระเจ้า

 

  1. ถ้าอนัตตาเป็นจริง (ไม่มีตัวตน) ใครเป็นผู้ตัดสินว่าถูกหรือผิด?

 

Walpola Rahula, ใน “What the Buddha Taught” ได้เขียนว่า, “...พระพุทธเจ้าปฏิเสธโดยสิ้นเชิง, ในคำศัพท์ที่แน่นอนมั่นคง, ในมากกว่าหนึ่งสถานที่, ในการคงอยู่ของ อาตมัน, จิตวิญญาณ, ตนเอง, หรืออีโก้ภายในคนหรือภายนอก, หรือทุกหนทุกแห่งในจักรวาลนี้” (Rahula, ๕๖-๕๗) ทั้งๆที่คำสอนเกี่ยวกับอนัตตา (ไม่มีตนเอง), ตนเองยังถูกตั้งไว้เป็น “ที่ลี้ภัย” ศาสนาพุทธพูดว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๐, ที่ซึ่งเขายังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งซีลอน, S.W.R.D. Bandaranaike, ได้ประกาศต่อหน้าองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ว่าคนเป็นอิสระที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องที่ว่าอะไรถูกและผิด, โดยไม่ได้อ้างถึงพระประสงค์ของพระเจ้า... “พระพุทธเจ้าเทศน์ในเรื่องความอิสระถึงที่สุดของคนเมื่อความคิดของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้อำนาจของพระประสงค์ของพระเจ้า, และคนเป็นอิสระที่จะติดใจด้วยตัวเขาเองว่าอะไรถูกและอะไรผิด...” (Swearer, ๑๑๗)

 

ด้วยหลักปรัชญาแบบนี้, เขาคงไม่แปลกใจเลยที่หลังจากสามปีที่เขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี, คนหนึ่งได้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าอะไรถูกโดยการยิงและทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสถึงตาย (เขาถูกเลือกตั้งในปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๖ และถูกลอบสังหารในปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๙) คนหนึ่งนั้นไม่ใช่ทมิฬฮินดู, ผู้ซึ่งรัฐบาลของเขาได้ทำให้ไม่มีความสำคัญ, แต่เป็นชาวพุทธด้วยกัน, ผู้ที่ซึ่งเป็นพระ เขาได้แค่ตามคำแนะนำของ Bandaranaike เท่านั้นและตัดสินใจด้วยตัวเอง

 

ศาสนาพุทธโดยปกติไม่สนับสนุนความรุนแรงหรือการผิดศีลธรรม, แต่มันได้สร้างช่องว่างในผู้คน, ที่สิ่งยึดเหนี่ยวได้ถูกถอดออก, และ “ตัวเอง” ได้กลายเป็นศูนย์กลาง การประชุมใหญ่ครั้งแรกของพุทธเถรสมาคมโลก ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๘๑ ได้มีคำแถลง “ไม่ว่าเถรวาทหรือมหายาน, เราไม่เชื่อว่าโลกนี้ถูกสร้างและปกครองโดยพระเจ้าตามพระประสงค์ของพระองค์” ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๘๑, ถ้อยแถลงได้พูดด้วยว่า: “...ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้, ยั่งยืนถาวร และ ชั่วกัลปาวสานในจักรวาลนี้” (http://en.wikipedia.org/wiki/Basic_Points_Unifying_the_Therav %C4%81da_and_the_Mah%C4%81y%C4%81na | & | http://th.wikipedia.org/wiki/หลักพื้นฐานที่เถรวาทและมหายานมีร่วมกัน)

 

ในการที่พูดว่าไม่มีพระเจ้าและที่ว่า, “...ไม่มีอะไรเที่ยงแท้, ยั่งยืนถาวร และ ชั่วกัลปาวสานในจักรวาลนี้,” มันถูกวางทิ้งบนรากฐานที่อ่อนแอมาก ที่ซึ่งสร้างระบบต่างๆของศีลธรรม

 

ในท่ามกลางของระบบชาวพุทธที่ไม่ได้เป็นบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิด ผู้คนยังคงกระหายในการติดต่อกับสิ่งที่เป็นบุคคลและมีความรู้สึกนึกคิดด้วยโลกเกี่ยวกับวิญญาณ น่าเสียดายยิ่งนัก, นี่นำไปสู่การบูชารูปเคารพหลายครั้ง แต่การบูชารูปเคารพขัดแย้งกับเป้าหมายโดยผ่านการสนับสนุนในส่วนของสิ่งที่ไม่ใช่รูปแบบของบุคคลและไม่มีความรู้สึกนึกคิดด้วยการแลกเปลี่ยนกับสิ่งสำคัญ การบูชารูปเคารพเปรียบเหมือนการเป็นหญิงโสเภณีในพระคัมภีร์ไบเบิล การหากินเป็นหญิงโสเภณีเป็นเหมือนกับการเอาบางสิ่งที่เป็นแบบส่วนตัวมาก เปลี่ยนไปสู่การซื้อขายทางธุรกิจของสองบุคคลที่ใช้ซึ่งกันและกันเหมือนเป็นสิ่งของ การบูชารูปเคารพได้สนับสนุนการใช้บางสิ่งหรือคนหนึ่งมากกว่าที่จะมีความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความสัมพันธ์ด้านความรัก “ประชาชนของเราไปขอความเห็นจากสิ่งที่ทำด้วยไม้ และไม้ติ้วก็แจ้งแก่เขาอย่างเปิดเผย เพราะจิตใจที่ชอบเล่นชู้นำให้เขาหลงไป และเขาทั้งหลายได้ละทิ้งพระเจ้าของเขาเสียเพื่อไปเล่นชู้ เขาถวายสัตวบูชาอยู่ที่ยอดภูเขาและทำสักการบูชาเผาอยู่ที่เนินเขา ใต้ต้นโอ๊ก ต้นไค้และต้นเอ็ลม์ เพราะว่าร่มไม้เหล่านี้เย็นดี เพราะฉะนั้นธิดาทั้งหลายของเจ้าจึงจะเล่นชู้และเจ้าสาวทั้งหลายจึงจะล่วงประเวณี” (โฮเชยา ๔:๑๒-๑๓)

 

เราไม่สามารถตัดสินด้วยตัวเราเองที่ว่าอะไรถูกหรือผิดดั่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีของซีลอนได้ประกาศ บางครั้ง กฎหมายของแผ่นดินพวกเขานั้นผิดศีลธรรม, อย่างเช่นกฎหมายบางข้อในเยอรมันช่วงระบบปกครองของฮิตเลอร์ ในกรณีนี้กฎหมายของประเทศแสดงเหมือนกับตำรวจที่ทรยศ, โดยเรียกร้องในเรื่องผิดศีลธรรมหรือห้ามสิ่งที่ถูกศีลธรรม ศาสนาพุทธตัวมันเองก็คล้ายกับตำรวจที่ทรยศ, เพราะว่ามันเป็นการตั้งกฎขึ้นมาเองโดยไม่มีสิทธิอำนาจที่จะทำ

 

ระบบต่างๆที่มองข้ามพระเจ้า, ในท้ายที่สุดแล้ว ศีลธรรมก็จำต้องถูกวางไว้บนความเห็นของมนุษย์เพียงอย่างเดียว นี่เป็นสภาพของศาสนาพุทธ อาจารย์หลายคนอาจจะสนับสนุนอุดมคติใจบุญมีใจเมตตาอย่างสูงส่ง, แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นที่ไม่มีสิทธิอำนาจที่จะสนับสนุนมัน เพราะว่าการขาดสิทธิอำนาจนี้ อาจารย์บางคนไม่ได้เน้นความสำคัญแก่ศีลธรรม, ถึงจะพูดถึงศีลธรรมอย่างน้อยก็ไม่ใช่ศีลธรรมที่มีสิทธิอำนาจแบบเด็ดขาด:

 

“...[Shunryu] Suzuki-roshi ปฏิเสธที่จะสร้างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับศีลธรรมแก่นักศึกษาของเขา, ชี้แจงเหตุผลที่ว่าหลักศีลธรรมขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละวัฒนธรรม กฎเกณฑ์แบบนี้, เขากล่าว, ควรจะถูกพัฒนาทีละเล็กทีละน้อยผ่านช่วงเวลาแห่งการทดลองและข้อผิดพลาด...” (Robinson, ๓๐๔) เหมือนกับอาจารย์ในพุทธศาสนานิกายเซ็นได้กระทำไป, อาจารย์ชาวพุทธธิเบตก็ลดความสำคัญของศีลธรรมด้วย: Trungpa ได้มองรูปแบบของศีลธรรมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ระเบียบแบบแผนที่ยุ่งยากของตัวเอง’ ที่การทำสมาธิมีเจตนาไปสู่การล้มล้างระเบียบนั้น... การเขียนของ Trungpa... เป็นที่นิยมอย่างมากเลยทีเดียว, และการปฏิเสธรูปแบบศีลธรรมอย่างตรงไปตรงมาของเขาขึ้นชื่อโด่งดัง” (Robinson, ๓๐๔-๓๐๕)

 

ในกรณีทั้งสองด้านบนนี้, ผลลัพธ์นั้นทำนายได้: “Suzuki-roshi ตายในปี ๑๙๗๑ และ Chogyam Trunga ในปี ๑๙๘๗ ทายาทของพวกเขาได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดธรรมะชาวอเมริกันไม่นานก่อนพวกเขาเสียชีวิต; ทายาททั้งคู่ของทั้งสองได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องอื้อฉาวทางเพศอย่างรวดเร็วและในที่สุดถูกถอดทอนออกจากการแต่งตั้งในองค์กรของเขา ต่อมาเรื่องอื้อฉาวทำนองเดียวกันใน นิกายเซ็น, นิกายซอน, และศูนย์ทิเบต, รวมทั้งชาวเอเชียด้วย เช่นเดียวกับ อาจารย์ชาวอเมริกัน, ให้เห็นโดยชัดเจนว่า สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เดียว แต่ปรากฏบ่อยครั้งจนเป็นรูปแบบหนึ่งของเรื่องปกติ...” (Robinson, ๓๐๖)

 

ที่เขาได้สอนว่าไม่มีตัวตน (ไม่มีคนยืนยงถาวรที่จะรับรางวัลหรือลงโทษในการกระทำของเขา), แต่เขาสอนว่ามีการเกิดใหม่,ศากยมุนีพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้า) มีความเชื่อใจว่าจักรวาลนั้นไม่ใช่ไร้ศีลธรรม เกี่ยวกับความเชื่อใจของพระพุทธเจ้าที่ว่าจักรวาลนี้มีศีลธรรม, Jones ได้สรุปว่า: “เขาไม่สามารถที่จะอ้างว่าการเชื่อใจนี้มีพื้นฐานดีในส่วนการสอนของเขาที่ตามเหตุผลและการวิเคราะห์ ; จริงๆ, ผมนึกว่ามันไม่แรงเกินไปที่จะพูดว่ามีการขัดแย้งกันแบบ ไม่มีความหวังที่จะเป็นไปได้ที่จะเชื่อมกันระหว่างทั้งสองนี้” (Jones, ๓๖)

 

นักปรัชญาคริสเตียน Francis Schaeffer เขียนว่า “ถ้าคุณเริ่มด้วยสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์, แม้ว่าคุณจะใช้คำพูดอย่างไรก็ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์, แต่มันไม่มีความหมายสำหรับศีลธรรม” (๓๗), Schaeffer เขียนไว้ด้วยว่า: “เราควรจะเข้าใจในจุดนี้ว่าเพลโตนั้นถูกต้องอย่างที่สุด เขาถือว่า คุณไม่มีศีลธรรม นอกจากคุณมีจุดที่แน่นอนนี่เป็นคำตอบที่สมบูรณ์ของสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเพลโต, เขาใช้เวลาของเขาในการหาสถานที่ที่เป็นรากฐานจุดที่แน่นอนของเขา, แต่เขาไม่สามารถที่จะทำได้เพราะเทพต่างๆของเขานั้นไม่เพียงพอ แต่นี้คือพระเจ้าผู้มีลักษณะแบบบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

พระเจ้าผู้ซึ่งมีลักษณะที่ซึ่งสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงได้แยกออกไปและที่ซึ่งลักษณะของพระองค์เป็นศีลธรรมที่แน่นอนของจักรวาล” (๔๒)

 

สถานการณ์ของเพลโตคล้ายคลึงกับของพระพุทธเจ้า ที่ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ปฏิเสธพระเจ้าที่แน่นอนและมีลักษณะบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ได้ และด้วยเหตุนี้ไม่สามารถพิสูจน์ความถูกต้องความเชื่อใจของเขากับสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม กรรมที่ไม่ใช่ในรูปแบบบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ ไม่สามารถอธิบายถึงศีลธรรมที่ใช้สำหรับบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ได้ โลกที่เราอยู่นั้นมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยลักษณะที่ใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสมในตัวของมันเองในทางที่ไม่สามารถมาได้โดยการสุ่ม, และสิ่งที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ตั้งแต่แรกเริ่ม

 

ต้นไม้และพืชคายออกซิเจนและรับคาร์บอนไดออกไซด์ คนและสัตว์ทำตรงกันข้าม กระเพาะของเราสามารถที่จะย่อยและใช้เป็นอาหารตามที่เราหาได้รอบๆตัวเรา เรามีดวงตา, และสามารถใช้ตอบรับแสงตามส่วนจำเป็นที่ต้องใช้ สัญชาตญาณการอพยพย้ายถิ่นของนกตรงกับสภาพของภูมิประเทศของโลกเราที่ได้วางแบบไว้ เราก็มีประสาทสัมผัสของศีลธรรมที่ซึ่งติดมากับลักษณะของมนุษย์เรา, ที่ซึ่งวิวัฒนาการหรือจากการเริ่มจากสิ่งที่ไม่ใช่ลักษณะบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ ไม่สามารถอธิบายได้ ศีลธรรมของมนุษย์นั้นแตกต่างจากสิ่งที่เราเห็นในโลกของสัตว์ สัตว์ไม่จำเป็นต้องมีตำรวจ, ศาลพิพากษาหรือเรือนจำ มันจะเป็นเรื่องน่าหัวเราะที่จะยัดเยียดศีลธรรมให้แก่สัตว์ มันก็คงน่าหัวเราะเหมือนกันที่จะปล่อยศีลธรรมไปสำหรับมนุษย์หรือสร้างศีลธรรมเอง พวกเราถูกสร้างมาให้เป็นคนที่มีศีลธรรม มีเพียงแค่พระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและปัญญาอย่างแท้จริง ที่จำเป็นบอกเราว่าอะไรถูกอะไรผิด

 

ในการอ่านบทความอันหลายหลากจากวารสารทางพระพุทธศาสนา, เว็บไซด์และหนังสือ, มีทฤษฏีหลากหลายของศีลธรรมที่ซึ่งถูกเสนอสำหรับศาสนาพุทธ ชาวพุทธสามารถเสนอระบบอันหลากหลายเพื่อทำให้เป็นคนดี, แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่คำจำกัดความของคำว่าดีในระบบนั้นเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของมนุษย์ ศีลธรรมในบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ไม่สามารถมาจากพลังงานที่ไม่มีบุคลิกภาพและไม่มีความสัมพันธ์ ชาวพุทธ, ผู้ซึ่งคือบุคคลที่มีบุคลิกภาพและมีความสัมพันธ์ ได้แต่งศีลธรรมขึ้นมาเองศีลธรรมที่แต่งขึ้นมาเองนั้นไม่ได้ถือสิทธิอำนาจที่เหนือที่สุดเลยและมันไม่ได้อธิบายถึงผู้ทรงสร้างของเราผู้ที่ซึ่งมีสิทธิอำนาจในการสอนพวกเราว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี

 

  1. 4. คุณรู้ไหมอะไรที่พระพุทธเจ้าสอนเกี่ยวกับผู้หญิง?

 

ตามพระไตรปิฎก, มีการกล่าวว่าคนหนึ่งสามารถเกิดมาเป็นผู้หญิงในชีวิตหนึ่งและเป็นผู้ชายในอีกชีวิตหนึ่ง แต่, ไม่มีสักเรื่องราวในชีวิตต่างๆมากกว่า ๕๐๐ ชีวิตของพระพุทธเจ้า หรือไม่มีที่ใดในพระไตรปิฎก, ที่ศักยามุนีปรากฏเป็นผู้หญิง Jones เขียนว่า, “มันเป็นข้อมูลที่น่าประหลาดใจที่เดียวที่สุด, โดยแม้ว่าความหลากหลายอย่างมากของรูปแบบต่างๆซึ่งพระโพธิสัตว์ได้กลายเป็น, เขาไม่เคยปรากฏแม้แต่ครั้งเดียวเป็นผู้หญิงหรือแม้กระทั่งสัตว์เพศเมีย แม้กระทั่งเขาปรากฏเป็นวิญญาณต้นไม้หรือเทพยดา, ก็ยังเป็นเพศชายตลอด” (๒๐) เพื่อนสนิทของเขา ชื่อพระอานนท์, ผู้ซึ่งปรากฏในชีวิตของเขาหลายครั้ง, ก็ปรากฏเป็นผู้หญิงเพียงครั้งเดียว (Jones, ๑๑๓)

 

 ยิ่งไปกว่านั้น, Jones เทียบเคียงที่จะได้เห็นความตรงข้ามอย่างชัดเจนระหว่างหลักคำสอนของนิทานชาดกที่ว่าด้วยชีวิตต่างๆของพระพุทธเจ้ากับพระไตรปิฎกโดยทั่วไปว่า: “แต่ทว่า, อิทธิพลเสื่อมเสียของผู้หญิงชั่วร้ายเป็นปกติในนิทานชาดก, ผู้หญิงดีงามก็เหมือนเป็นข้อยกเว้นที่มีเพียงเล็กน้อยซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อบังคับหลักที่เต็มไปด้วยอิทธิพลเสื่อมเสียของผู้หญิงชั่วร้าย, ความเป็นไปได้ของเพื่อนในการที่จะกลายมาเป็นอิทธิพลที่เสื่อมเสียเป็นสิ่งห่างไกลที่ไม่ค่อยจะเอ่ยถึง ท่าทีของพระไตรปิฎกแตกต่างจากนิทานชาดก นี่นั่น, ไม่มีข้อสงสัยว่า, เรื่องเพศและชีวิตสมรสเป็นสิ่งเลวร้าย, ความรักและมิตรภาพเป็นสิ่งเลวร้ายด้วย, เนื่องด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้คนหนึ่งเกี่ยวข้องในการผูกมัดและอารมณ์ที่เจ็บปวดส่วนตัว (หรือความเป็นไปได้ที่จะเจ็บปวด) ความรักเดียวซึ่งพระไตรปิฎกสามารถอวยพรได้ก็คือ ความรักเงียบสงบที่ไม่ผูกติดและทั่วไป; นั่นคือ “ความคิดแบบมิตรที่ไร้ขอบเขตสำหรับทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิต” (๑๑๕)

 

กล่าวถึงหนึ่งในผู้หญิงที่ดีงามเหล่านั้น, Jones เขียนว่า “สิ่งที่หายากในนิทานชาดก, ผู้หญิงดีงาม, เป็นหนี้คุณงามความดีของเธอต่อผลบุญที่ได้รับมาในชาติก่อน- ที่เป็นผู้ชาย” (๔๓) ในพระไตรปิฎก, การพูดถึงผู้หญิงไม่ได้ดีกว่านิทานชาดกเลย: “...อย่างไรก็ตาม, ผู้หญิงไม่เคยเหนื่อยในกิจกรรมทางเพศและมีลูก(GS I 72) และพวกเขาไม่เคยนั่งในศาลหรือทำธุรกิจเพราะว่า ‘พวกเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้, มีความอิจฉา, มีความโลภ และอ่อนในสติปัญญา’ (GS II 92f) ” (Jone, ๗๘)

 

เกี่ยวกับการสถาปนาระบบระเบียบสำหรับแม่ชี, Jones เขียนว่า “เมื่อพระอานนท์เกลี้ยกล่อมโคตมพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้า)สำเร็จ ที่จะอนุญาตให้แยกคณะสำหรับผู้หญิง, เขาถูกรายงานว่าเขาเศร้าโศกเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ เขากล่าวว่า, มันจะแบ่งครึ่งระยะเวลาสำหรับพระธรรม16(คำสอนศาสนาพุทธ) ที่จะได้รับการสงวนไว้ในรูปแบบที่บริสุทธิ์” (Jones, 77; GS IV 184f) ในพระวินัยปิฎก คำทำนายคล้ายๆกันนี้ได้ถูกกล่าวโดยศักยามุนี, เมื่อเขากล่าวแก่พระอานนท์: “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จักตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจะพึงตั้งอยู่ได้ตลอดพันปี ก็เพราะสตรีออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้ พรหมจรรย์จักไม่ตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมจักตั้งอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีเท่านั้น” (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=07&A=6253&Z=6271

 

โดยเหตุที่ ผู้หญิง “ออกเรือนบวช” และห้าร้อยปีได้ผ่านมาแล้ว, คำถามก็เกิดขึ้น, ข้อความของพระไตรปิฎกข้างบนที่กล่าวมาเป็นเท็จ, หรือมันเป็นจริงที่ว่า “พระธรรมที่แท้จริง” จะยืนยาวเพียงห้าร้อยปีเท่านั้นหรือ? ถ้าเรากล่าวว่ามันเท็จ, นั่นก็แสดงว่ามีความเท็จในพระไตรปิฎก ถ้าเราจะกล่าวว่ามันเป็นจริง, มันก็ยังเท็จอยู่ดี, เนื่องจากห้าร้อยปีได้ผ่านไปแล้ว, และด้วยเหตุนี้ “พระธรรมที่แท้จริง” คงผ่านพ้นไปแล้ว ในข้อความเดียวกัน, พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบอิทธิพลของผู้หญิงกับเชื้อราชนิดหนึ่ง: “...พระอานนท์, เมื่อโรคภัยอย่างที่รู้จักกันคือเชื้อราโจมตี ทำลายนาข้าวทั้งหมด นาข้าวนั้นจะไม่อยู่นาน, เหมือนกับว่า, พระอานนท์, ในพระธรรมและวินัยอะไรก็ได้ ที่ผู้หญิงได้ออกเรือนบวช... พรหมจรรย์นั้นจักไม่ตั้งอยู่ได้นาน (๓๕๖)

 

ในข้อความข้างบนนี้ด้วย (Book of Discipline V), ครุธรรม ๘ ประการ สำหรับอนุญาตให้ผู้หญิงมีส่วนร่วม, ได้ถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจน ท่ามกลางครุธรรมนี้, มีสองข้อ, ซึ่งได้เน้นถึงบทบาทที่เป็นรองของผู้หญิงต่อผู้ชายในพุทธศาสนา: “๑. ภิกษุณีอุปสมบทแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันนั้น” ; “๗. ภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง” (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=7&A=6195&Z=6252&pagebreak=0)

 

แทนที่ของการกบฎต่อความคิดทางพุทธศาสนา, ผู้หญิงหลายคนในสังคมพุทธศาสนายอมรับถึงสถานะอันต่ำกว่าว่าเป็นดั่งบางสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกรรมที่นึกเอาว่าจากชาติก่อน Cleo Odzer, ในหนังสือ “Buddism and Abortion,” เขียนว่า, “โดยพื้นฐานแล้ว, ผู้หญิงในประเทศไทยมีคุณค่าด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชาย, เป็นสถานการณ์ที่ถูกสนับสนุนโดยพุทธศาสนา...” (๓๓), และในการสำรวจผู้หญิงบริเวณสลัมกรุงเทพ, ก็ค้นพบว่า “ส่วนใหญ่, พวกผู้หญิงยอมรับถึงโชคชะตาของพวกเธอในความเชื่อชาวพุทธว่าพวกเธอ‘เกิดมาเป็นผู้หญิงก็เพราะว่ามีกรรมที่ไม่ดีหรือขาดคุณงามความดีที่ดีพอ’” (๓๕)

 

ในพระคัมภีร์ไบเบิล ผู้หญิงไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “เชื้อรา”, ที่ขาดความสามารถในการทำธุรกิจ, หรือสถานะภาพด้อยกว่าผู้ชายหนุ่มๆ, เป็นสาเหตุแห่งการที่ผู้ชายเป็นมลทิน, และสมควรได้รับความทุกข์ยากอย่างที่พวกเขาจะเผชิญ ผู้หญิงและผู้ชายต่างมีบทบาทและความรับผิดชอบที่ต่างกันในพระคัมภีร์ไบเบิล, แต่ว่ามรดกสำหรับผู้เชื่อในระบบการจัดการของพระเจ้าคือเท่าเทียมกัน: “เพราะเหตุว่า ทุกคนในพวกท่านที่รับบัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้ว ก็ได้สวมชีวิตพระคริสต์ จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไทย จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระเยซูคริสต์ และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์แล้ว ท่านก็เป็นเชื้อสายของอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา” (กาลาเทีย ๓:๒๗-๒๙) ในพระธรรมสุภาษิต บทที่ ๓๑, ซึ่งเขียนโดยพระมารดาของกษัตริย์เลมูเอลว่า สตรีที่ประเสริฐก็ได้รับการยกย่องสำหรับความฉลาดในการทำธุรกิจ, ถูกสวมใส่ด้วยกำลังและเกียรติ, มีถ้อยคำแห่งสติปัญญาที่ริมฝีปาก, และได้รับความไว้วางใจจากสามีของเธอ

 

 

  1. 5. คุณรู้ไหมว่าชีวิตของคุณนั้น มีค่าอย่างมาก?

 

ถ้าศักยามุนีได้ผ่านชีวิตมาแล้วเกือบนับไม่ถ้วนก่อนมาถึงชาติสุดท้าย, ทำไมศักยามุนีจึงตกใจกลัวในด้านของความตาย, ความยากจน, และอายุแก่เฒ่า, เมื่อท้ายที่สุดแล้วเขาได้ออกไปจากพระราชวังที่จะเห็นสิ่งนั้นด้วยตัวเขาเอง? ถ้าเราอ้างนิทานชาดกเป็นจริงตามประวัติศาสตร์, เขาคงคุ้นเคยเลยทีเดียวกับทั้งปวงของความยากลำบากของชีวิตจริงเหล่านี้- ตามที่นิทานชาดกได้กล่าวไว้, บางครั้งเขาเป็นผู้ร่วมกระทำในด้านโหดร้ายของชีวิต “…ภายในกลุ่มนี้มีหนึ่งซึ่งพรรณนาถึงโพธิสัตว์10 ตัวเขาเองเป็นอยู่, ในทางหนึ่งหรือทางอื่น, พัวพันในการฆ่าหรือทำให้บาดเจ็บ ชาดกที่เกี่ยวข้องคือ JSS 93, 128, 129, 152, 178, 233, 238, 246, 315, 319, 384” (โจนส์, ๖๑)  ท่ามกลางเรื่องราวชาดก ๕๔๗ ชาติ, เขาได้เคยเป็นนักปล้นสองครั้ง, นักพนันหนึ่งครั้ง, และงูยักษ์สองครั้ง (โจนส์, ๑๘-๑๙) เขาคงจะคุ้นเคยด้วยกับการทนทุกข์ตามชาดกที่ ๕๓๘,ในสภาพที่เขาต้องใช้เวลาถึง ๘๐,๐๐๐ ปี ใน อุสสทนรก11 (โจนส์, ๔๓) ดังนั้น ทำไมศักยามุนีจึงประหลาดใจมากด้วยความเป็นจริงแห่งความตายหรือความทุกข์, ราวกับว่าเขาไม่เคยประสบหรือเห็นสิ่งเหล่านี้มาก่อน? คำตอบโดยทั่วไปสำหรับคำถามนี้ก็คือชาติก่อนต่างๆ นั้นจะต้องได้รับการจดจำในสภาพของการทำสมาธิ, เมื่อจิตใจเป็นอิสระจากภาวะจิตที่ว้าวุ่น, และมีความสามารถมากยิ่งขึ้นในการที่จะเอื้อมไปถึงระดับที่ลึกของความทรงจำนี้ แต่ว่าจิตใจจะมีการสะสมข้อมูลเช่นนั้นได้อย่างไรเมื่อจิตใจและทุกสิ่งของที่คนพูดกันว่าประกอบเข้าด้วยกัน (๕ ขันธ์) ว่าไม่สามารถรอดจากความตายได้? โดยแท้จริง, เรื่องราวอันนิยมของสละทางโลกของพระพุทธเจ้าไม่พบในพระไตรปิฎก

 

ในพระไตรปิฎก, พระพุทธเจ้าเมื่อยังเป็นทารก ได้ถูกกล่าวว่า ได้เดินอย่างตั้งตัวตรงและประกาศว่านั่นคือการเกิดครั้งสุดท้ายของเรา: “เราเป็นผู้เลิศในโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลกเราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกการเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย” (ทีฆนิกาย, ฉบับภาษาอังกฤษ DII, หน้า ๑๒] เด็กทารกจะพูดอย่างเป็นผู้ใหญ่ด้วยถ้อยคำสูงส่งเหล่านั้นได้อย่างไร ถ้าไม่มีวิญญาณถาวร? ตามคำสอนที่ไม่มีวิญญาณถาวร ปัญหาของอนัตตา (ไม่มีวิญญาณถาวร) ยังคงอยู่ ซึ่งตรงข้ามกับที่เด็กทารกพูดเหมือนมีวิญญาณถาวร

 

เกี่ยวกับคำสอนที่เข้ากันไม่ได้ระหว่างอนัตตาและการเกิดใหม่ ทิ้งให้คนไม่พอใจโดยไม่ได้ตามเหตุผล, ในขณะเดียวกันมีความพยายามจะปลอบใจสติรู้ผิดรู้ชอบด้วยศีลธรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมา: “เมื่อมีคำเสนอสองอย่างขัดแย้งกัน, ทางแก้ไขที่เป็นไปได้ง่ายที่สุดก็คือ การไม่ใส่ใจอย่างหนึ่งในนั้น- ซึ่งที่ชาดกได้ทำอย่างเป๊ะๆ ไม่มีความขัดแย้งในชาดก ระหว่างคำสอนของอนัตตา (ไม่มีวิญญาณ) และคำสอนที่มีชีวิตหลายตอนของบุคคลคนเดียวกันเพราะว่าคำสอนของอนัตตาไม่ได้ถูกใส่ใจ” (โจนส์, ๓๙) ศักยามุนีไม่ต้องการปล่อยให้ศีลธรรมหายไป, แต่ว่าระบบของเขาก็เป็นระบบหนึ่งที่นำผู้คนไปสู่ความขัดแย้ง, คนกระทำชั่วและคนกระทำดีทั้งสองได้ถูกพูดว่าไม่มีวิญญาณเชื่อมโยงระหว่างชีวิตหนึ่งไปยังอีกชีวิตหนึ่ง- และดังนั้น ผู้ที่ได้รับ “ผลใดๆ” ไม่สมควรที่จะได้ “รับ”มัน

 

เราควรคิดอย่างไรกับบางคนที่อ้างว่าได้เกิดใหม่? Ian Stevenson, ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิอำนาจลำดับต้นๆในวงความรู้การวิจัยเกี่ยวกับการเกิดใหม่/การกลับชาติมาเกิด ได้รายงานว่า: “ในประสบการณ์ของข้าพเจ้า, เกือบทั้งหมดของสิ่งที่เรียกว่าบุคลิกภาพต่างๆในชาติก่อนที่ถูกปลุกขึ้นมาผ่านทางการสะกดจิตเป็นการจินตนาการทั้งหมดและผลลัพธ์ของความกระหายของคนไข้ที่จะเชื่อฟังคำแนะนำของผู้สะกดจิต บางคนก็ตกใจกลัวสุดขีดโดยความทรงจำที่สมมุติของเขา, และในกรณีอื่นบุคลิกภาพที่อ้างว่าเป็นในชาติก่อนที่ถูกปลุกขึ้นมาจากการสะกดจิต ได้ปฏิเสธออกไปจากเขาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (Omni Magazine ๑๐ (๔): ๗๖ (๑๙๘๘))” (www.comparativereligion.com/reincarnation1.html)

 

Ernest Valea ชี้ว่าปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “กลุ่มอาการของโรคแห่งความทรงจำปลอม” และ “ศาลแห่งกฎหมายรู้สิ่งเหล่านี้ว่าเป็นอันตรายและส่วนใหญ่ไม่ยอมรับคำพยานต่างๆที่กระทำขึ้นภายใต้การสะกดจิตหรือจากพยานต่างๆที่เคยถูกสะกดจิตมาก่อน” แล้วเกี่ยวกับกรณีอื่นๆ ล่ะ, ที่ซึ่ง “ความทรงจำ” ต่างๆไม่ได้รับการถูกปลุกขึ้นมาโดยการสะกดจิต? Valea นำความสนใจเราไปสู่กลุ่มคนที่มักจะเป็นเป้าหมายสำหรับสิ่งนี้: “เกือบทุกกรณีของคนที่ประสบความจำของชีวิตที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นเอง โดยปรากฏในเด็กระหว่างอายุ ๒ ถึง ๕ ขวบ, เมื่อความสามารถในการเข้าใจทางวิญญาณของพวกเขาแทบจะไม่มี, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับวิญญาณต่างๆ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้พวกเขาง่ายต่อการที่จะมีอิทธิพลโดยวิญญาณต่างๆจากภายนอก เมื่อเด็กโตขึ้น, วิญญาณนั้นสูญเสียพลังแห่งอิทธิพลเหนือเขา, ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าทำไมความทรงจำในชาติที่ผ่านมาได้สูญไปหลังจากที่เขาอายุได้ ๑๐ ขวบ”

 

การเห็นถึงความเป็นไปได้ของวิญญาณต่างๆ จากภายนอกที่จะมาหลอกลวงในทางนี้, เราจะนึกเอาได้อย่างไรว่าพระสงฆ์หรือแม่ชีที่กำลังทำสมาธิจะได้รับการยกเว้นจากอิทธิพลภายนอกนี้? การทำสมาธิจริงๆแล้วเป็นการเปิดประตูกว้างให้กับอิทธิพลเหล่านั้น พระสงฆ์หรือแม่ชีอาจมีประสบการณ์กับหลายสิ่งในระหว่างการทำสมาธิของพวกเขาและนับสิ่งเหล่านั้นเป็นการยืนยันถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า เราสามารถนับว่านี่เป็นการยืนยันได้อย่างไรในเมื่อพวกเขาพยายามที่จะมี “ความทรงจำ” ต่างๆ ตั้งแต่แรก, และเมื่อประสบการณ์ต่างๆ เป็นไปตามเหตุผลของแต่ละบุคคลอย่างใหญ่หลวง? แม้ว่าคนนั้นสามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ที่พวกเขาก็ไม่รู้โดยธรรมชาติ, ข้อมูลนี้เป็นบางสิ่งที่วิญญาณต่างๆภายนอกรู้ได้และส่งผ่านให้

 

ทำไมคนเราต้องอยู่ภายใต้การสะกดจิต, หรือมีความคิดที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้เหมือนเด็ก, หรืออยู่ในสภาพที่เปลี่ยนแปลงจิตสำนึกระหว่างการทำสมาธิ, เพื่อจะมี“ความทรงจำต่างๆ”เช่นนั้น? ถ้าการเกิดใหม่ “เป็นจริง” ทำไมมันไม่ชัดเจนท่ามกลางคนเป็นพันๆล้านในโลก, โดยไม่คำนึงถึงเบื้องหลังทางวัฒนธรรม? ทำไมทารกทั้งหลายไม่สามารถพูดภาษาของ “ชาติก่อน” หรือภาษาใดก็ตาม(รวมถึงภาษาไร้สาระ)สำหรับเรื่องราวนั้น? นี่คงเป็นเหตุผลสำหรับการประดิษฐ์คิดค้นคำสอนของอนัตตา (ความคิดที่ว่าไม่มีวิญญาณถาวรอธิบายถึงการบกพร่องของความทรงจำ) ที่ไม่มีความจำ ทำให้ปัญหายากลำบากเช่นนี้อยู่ในขอบเขตของศีลธรรม (ไม่มีความยุติธรรมแท้จริงโดยปราศจากวิญญาณที่ถาวร) และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของการไม่มีจุดเชื่อมโยงระหว่างชีวิตหนึ่งไปยังอีกชีวิตหนึ่ง

 

ตามพระคัมภีร์ไบเบิล มีเพียงชีวิตเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ “...มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะต้องตายหนหนึ่งและหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด” (ฮีบรู ๙:๒๗) ถ้าผู้คนมีมือถือหนึ่งพันเครื่อง, เต็มไปด้วยข้อมูลอย่างเดียวกันและใช้งานได้, มันคงจะไม่เป็นเรื่องใหญ่อะไรมากถ้าพวกเขาเสียไปสักสิบเครื่อง แต่, ถ้าผู้คนมีเพียงมือถือเพียงเครื่องเดียวที่เต็มไปด้วยรายชื่อติดต่อที่สำคัญและไม่มีเงินที่จะซื้อเครื่องใหม่, มันคงจะเป็นการเสียหายใหญ่ที่จะสูญเสียมือถือเพียงเครื่องเดียวนั้น ยิ่งไปกว่านั้นถ้าผู้คนคิดจะมีชีวิตนับพัน, คุณค่าของชีวิตนี้และความเร่งด่วนของการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องได้ถูกลดลงไป แต่พระเจ้าผู้ที่เป็นเจ้าของชีวิตเรา ได้บอกกับเราว่า, พวกเรานั้นมีเพียงชีวิตเดียว

 

ความเชื่อในเรื่องการเกิดใหม่ทำให้คนรู้สึกผลัดวันประกันพรุ่ง อย่างเช่น, ถ้านักศึกษารู้ว่าเขาจะมีการสอบวันศุกร์ที่จะมาถึงนี้, แต่ถ้าเขารู้ด้วยว่าจะมีโอกาสที่สองที่จะได้สอบใหม่อีกครั้ง ถ้าคะแนนเขานั้นไม่ดี, เขาคงจะผลัดวันประกันพรุ่ง, มากกว่าที่จะขยันเรียนสำหรับโอกาศเดียวที่จะสอบ ตามพระคัมภีร์ไบเบิลได้พูดว่า, มีเพียงโอกาศเดียวเท่านั้น เมื่อผู้คนได้ถูกหลอกลวงไปสู่ความคิดที่จะมีโอกาศและ “ชีวิต” ที่มากมาย, ทำให้ความเร่งด่วนที่จะคืนดีต่อพระเจ้าเดี๋ยวนี้นั้นได้ถูกทำให้ลดลง การผลัดวันประกันพรุ่งนำไปสู่ความล้มเหลวแทนที่จะประสบความสำเร็จ ความเชื่อชาวพุทธนี้นำผู้คนมากมายออกห่างจากพระเจ้าโดยการให้ความรู้สึกสะดวกสบายอย่างหลอกลวง, แทนที่จะมีความคิดอย่างเร่งด่วนที่จะไม่เสียเวลาในการใช้ชีวิตไปในทางที่ผิด เมื่อเราเข้าใจชีวิตของเรามีค่ามากขนาดไหน, ที่ซึ่งพระเจ้าได้มอบให้กับเรา, เราควรที่จะขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งนี้, และต้องการที่จะมีชีวิตที่รู้จักพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์

 

  1. 6. อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างการทำสมาธิ, การสวดมนต์และการอธิษฐาน?

 

การทำสมาธิของชาวพุทธบ่อยครั้ง ถูกแสดงให้ว่าเป็นบางสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับ “กิจกรรมทางศาสนา” ผู้คนทั่วโลกจากมุมมองที่หลากหลายทางศาสนาก็ถูกสนับสนุนให้ลองทำดู, โดยการเสแสร้งว่ามันเป็นเพียงแค่การฝึกฝนความคิดอย่างหนึ่ง— เหมือนกับการบริหารร่างกายเป็นการฝึกฝนร่างกาย นี่เป็นสิ่งดึงดูดใจสำหรับบางคนที่ปรารถนาจะมีประสบการณ์เอกลักษณ์, สันติสุข, หรือมีความหมายโดยปราศจากการไม่เข้าไปสู่หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ว่าการทำสมาธิปราศจากศาสนาจริงหรือ?

 

มีเรื่องหนึ่งของพระไตรปิฎกที่คนพูดถึงน้อยมาก, ที่เกิดความยุ่งเหยิงในช่วงเวลาการทำสมาธิ: “จริงๆ แล้ว มีโอกาสครั้งหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็น ‘ผู้ขับรถม้าของมนุษย์ที่ไม่มีใครเท่าเทียมกว่า’ มันเป็นการยากที่จะคิดว่ามันถูกแต่งเรื่องขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นว่าสิ่งนี้ถูกอ้างอิงในหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับศาสนาพุทธที่ข้าพเจ้าได้เคยอ่าน ใน KS V ๒๘๔, เราอ่านว่า พระพุทธเจ้าได้แนะนำ ‘สิ่งที่ไม่น่ารัก’ เป็นหัวข้อสำหรับการทำสมาธิ ก่อนที่เขาจะปลีกตัวออกไปอยู่สิบสี่วัน ในวันที่เขากลับมา, เขาก็พบว่า คณะสงฆ์ลดลงไปอย่างน่าเศร้าใจเพราะว่าพระสงฆ์หลายรูป, คิดไตร่ตรองถึง ‘สิ่งที่ไม่น่ารัก’ ต่อ ‘ร่างกายนี้... กังวลถึงมัน, รู้สึกอับอายและน่ารังเกียจ, และแสวงหาอาวุธเพื่อจะฆ่าพวกเขาเอง’- และจริงๆ, ได้ฆ่าตัวตาย พระอานนท์แนะนำว่าในอนาคตจะดีกว่า ถ้าหากพระพุทธเจ้า ‘จะสอนวิธีอื่นๆ’ ของการทำสมาธิ พระโคตมพุทธเจ้าตอบด้วยถ้อยแนะนำนี้และบอกข่าวแก่บรรดาพระสงฆ์ของเขาที่จะตั้งการทำสมาธิอยู่บนพื้นฐานของการหายใจของพวกเขาในอนาคต” (Jones๗๖)

 

ในปัจจุบันนี้, ‘สิ่งที่ไม่น่ารัก’ (เช่นศพของมนุษย์) ก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำสมาธิได้ของชาวพุทธ, ถึงแม้ว่ารูปแบบอื่นๆ ของการทำสมาธิ, เช่น การกำหนดลมหายใจ, ที่ใช้มากกว่า แม้กระทั่งรูปแบบของการทำสมาธิที่ถือว่าเป็นมาตรฐาน, เช่น การกำหนดลมหายใจตนเอง, หรือการสังเกตความคิดตนเอง ราวกับว่าความคิดเหล่านั้นไม่ใช่ความคิดตนเอง (ถูกปลดปล่อยจากความคิดของ “ตนเอง” และ การสังเกตความคิด“โดยปราศจากอารมณ์”), เหล่านี้มันอันตราย อย่างไรก็ตาม Rahula สนับสนุนการทำสมาธิอย่างนั้น: “พยายามที่จะตรวจสอบมันราวกับว่าคุณกำลังสังเกตมันจากข้างนอก,โดยปราศจากปฏิกิริยาทางอารมณ์, เหมือนนักวิทยาศาสตร์สังเกตวัตถุหนึ่ง ที่นี้ด้วย, คุณไม่ควรมองดูมันว่าเป็น ‘ความรู้สึกของฉัน’ หรือ ‘ประสาทสัมผัสของฉัน’ จากมุมมองภายใน, แต่ให้เพียงมองดูว่ามันเป็น ‘ความรู้สึก’ หรือ ‘ประสาทสัมผัส’ จากมุมมองภายนอก ท่านควรลืมอีกครั้งต่อแนวคิดที่ผิดของ “การมีตนเอง” (๗๓) 

 

เมื่อบุคคลหนึ่งกลายมาเป็นผู้สังเกต “บุคคลที่สาม” ของพวกเขาเอง, และได้ปฏิเสธแนวคิดว่ามี“ตนเอง”, มันเหมือนกับสละที่นั่งคนขับรถและไปนั่งที่ของผู้โดยสาร นี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของวิญญาณต่างๆ ภายนอกที่จะเข้ามาและมีอิทธิพลอย่างแท้จริงและมีอำนาจชักจูงอันตราย พูดถึงขั้นสูงสุดของการทำสมาธิ (นิโรธสมาบัติ), Vajiranana เขียนไว้ว่า, “แต่ที่ซึ่งมีประสบการณ์ใน นิโรธสมาบัติคือสภาพของนิพพาน, กล่าวถึงการหยุดกิจกรรมทั้งหมดของสมอง, ซึ่งเปรียบเทียบได้กับนิพพานขั้นสุดท้าย นิพพานขั้นสุดท้ายถูกเรียกว่า “ขันธ์-ปริ-นิพพาน” คือ การหยุดอย่างสมบูรณ์ของขันธ์ทั้งห้าและซึ่งพระอรหันต์ได้บรรลุถึงเมื่อเขาตาย” (๔๖๗)

 

นอกจากอันตรายต่างๆ ของการทำสมาธิในระดับส่วนตัว, การทำสมาธินำไปสู่มาตรฐานที่ตามอารมณ์และนิสัยอย่างที่อ้างกัน อย่างไรก็ตาม, ผู้ทำสมาธิได้รับการแนะนำล่วงหน้าในสิ่งที่พวกเขาคาดว่าจะได้เจอ การคาดหวังนี้ ได้เชิญอารมณ์ความคิดเห็นจากภายนอกเข้ามา เพราะว่ามันตั้งเงื่อนไขให้คนว่าจะเจออะไรในความคิด ถ้าผู้สอนบอกพวกเขาว่าสามารถคาดหวังที่จะเห็นชีวิตชาติก่อน, พวกเขาถูกจัดการล่วงหน้าที่จะไปสู่สิ่งนั้น เช่นเดียวกัน, มันก็ไม่ได้เป็นมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์, เพราะว่ามีมุมมองที่ “ผิด” หรือนอกรีตที่ถูกบรรยายไว้ในพระไตรปิฎก ถ้าใครคนหนึ่งทำสมาธิและมีประสบการณ์กับบางสิ่งที่นอกรีต– เช่น “ฉันมีวิญญาณนิรันดร์,” สิ่งนี้จะถูกปฏิเสธ

 

Shravasti Dhammika ในการพูดเกี่ยวกับการทำสมาธิในศรีลังกา, เขียนว่า: “...ผู้ทำสมาธิเดินรอบๆคล้ายกับผู้ที่อยู่ร่วมกันระยะยาวในโรงพยาบาลทางจิตโดยแท้จริง มีบางคนผู้ซึ่งใช้เวลาอยู่ในศูนย์ทำสมาธิเหล่านี้จบด้วยการมีปัญหาทางสมองอย่างมาก มีเรื่องตลกแพร่กระจายในสมาคมบางกลุ่มในศรีลังกาในช่วงปีคริสต์ศักราช ๑๙๙๐-๒๐๐๐ กลายเป็น ‘หนึ่งเดือนใน Kanduboda, หกเดือนใน Angoda,’Kandubodaเป็นที่รู้จักกันดีของศูนย์ทำสมาธิใน Colombo และ Angoda เป็นโรงพยาบาลใหญ่ของผู้ป่วยทางสมอง ของเมืองนี้” (http://www.buddhistische-gesellschaft-berlin.de/downloads/brokenbuddhanew.pdf)

การทำสมาธิตามศาสนาพุทธ นำคนออกห่างจากการมีความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์, และทำให้จิตใจของพวกเขาเป็นเหมือนกับเครื่องจักรกลมากกว่า แม้ว่าการทำสมาธิ “กำลังแผ่เมตตาแก่สรรพสิ่ง”, จุดจดจ่อก็อยู่ที่ความสามารถของตัวเอง, และความเมตตานั้นถือว่าไม่ได้ยึดติดกับใคร เมื่อการทำสมาธิเป็นการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, และความคิดอื่นๆ ถูกตัดออกไปทั้งหมด, นี่ทำให้เสียงของสติสัมปชัญญะที่เรียกร้องให้เรามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเงียบไป, และวางจิตใจไปที่หนทางที่เพิ่มการปลดปล่อยและการปลีกตัวออกไปมากขึ้น ในการปลีกตัวออกไป ความปรารถนาส่วนตัวคนหนึ่งอาจจะสำเร็จ, แต่ว่าสถานการณ์อย่างนี้สามารถเปรียบเทียบกับเด็กที่ปฏิเสธการดูแลความรักจากพ่อแม่ ผู้ซึ่งจัดเตรียมอาหารที่ดีและมิตรภาพกับพวกเขา, แต่เด็กคนนั้นต้องการที่จะไปอาศัยอยู่ในป่าแทน– ปฏิเสธการรับอาหาร, ปฏิเสธเสื้อผ้า, ปฏิเสธการได้รับการศึกษาและปฏิเสธความรักจากพ่อแม่ เด็กแบบนี้จะมีความลำบากในการเอารอดชีวิตและในที่สุดอาจจะสูญเสียความสามารถที่จะสื่อสารกับพ่อแม่

การอธิษฐานและไตร่ตรองตามพระคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้เหมือนกับการทำสมาธิ สวดมนต์หรือภาวนาในศาสนาพุทธ แต่พระคัมภีร์ไบเบิลได้สนับสนุนให้คนพิจารณาหลักการต่างๆและลักษณะของพระเจ้า, เป็นการใช้เวลากับพระเจ้าและคิดในเชิงลึกเกี่ยวกับพระวจนะของพระองค์ มันคือความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระเจ้าได้“เลี้ยงดู”ลูกของพระองค์และสื่อสารกับพวกเขา, ขจัดอุปสรรคต่างๆในชีวิตออกไปและประทานสติปัญญาให้ มันไม่ใช่กระบวนการที่ไม่มีความสัมพันธ์และไม่มีบุคลิกภาพที่จะปล่อยตัวเองหรือไปสู่การเปลี่ยนแปลงสถานะของการมีสติอย่างในศาสนาพุทธ การอธิษฐานคือการเข้าไปในที่ลี้ภัยของพระเจ้า, การติดต่อสื่อสารกับพระองค์ในความสัมพันธ์ที่แท้จริง ตามพระไตรปิฏก ผู้คนไม่สามารถอธิษฐานถึงพระพุทธเจ้า (ชาวพุทธที่ไม่ใช่พระสงฆ์ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยต่อคำสอนพระไตรปิฏกยังคงพยายามที่จะอธิษฐานต่อพระพุทธเจ้าบางครั้ง), เพราะว่าตามคำสอนเหล่านั้น เขาได้ดับสูญไปอย่างสมบูรณ์แบบผ่านนิพพานและความตายของเขาหลังจากนั้น ผู้คนทุกหนทุกแห่งในโลกมีความกระหายทางฝ่ายจิตวิญญาณ, แต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นผู้เดียวที่ให้ความพอใจต่อความต้องการนี้แก่ผู้คน ใครก็ตามสามารถมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ที่ยังทรงพระชนม์อยู่ทุกวันนี้

 

การทำสมาธิเป็นการนั่งคิดคนเดียวตามลำพังของแต่ละบุคคล (สิ่งที่ “เรียนรู้” ผ่านการนั่งสมาธิไม่สามารถรับเข้าเป็นหลักฐานสู่ศาลทางกฎหมาย), และการทำสมาธิเป็นการเปิดประตูอันตรายสู่โลกวิญญาณด้วย ผู้ทำสมาธิต้องไปสู่สภาพการเปลี่ยนแปลงภาวะของจิตสำนึก ผมได้รู้จักคนหนึ่งในกรุงเทพฯผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่พักได้ถูกสอนการทำสมาธิไม่กี่ปีที่ผ่านมา ครั้งหนึ่ง, ระหว่างที่เธอกำลังทำสมาธิ, วิญญาณที่น่ารังเกียจได้ปรากฏต่อหน้าเธอ เธอหวาดกลัวและวิ่งหนีออกจากห้อง ครูที่สอนการนั่งสมาธิแก่เธอ บอกเธอว่าอย่าได้กังวลอะไรเลยเกี่ยวกับมัน, แต่ควรกลับไปและสอนแก่วิญญาณที่น่ารังเกียจนั้นด้วยทาง“สงบสุข”ของศาสนาพุทธ ในทางนั้น, วิญญาณชั่วได้หลอกลวงเธอให้คิดว่าสิ่งที่เธอทำอยู่นั้นดี, ซึ่งแท้จริงเธอถวายตัวแก่วิญญาณชั่วที่หลอกลวงแสร้งทำเป็นเรียนรู้สันติสุขเท่านั้น, แต่เป็นการผูกมัดเธอไว้ด้วยการหลอกหลวง การทำสมาธิ นำบุคคลไปสู่ในส่วนของระดับที่ลึกที่สุดของพวกเขา ที่จะไม่ถูกนำโดยความแน่นอนและความจริงตามเหตุผล, แต่ได้ถูกนำโดยประสบการณ์ที่ขึ้นกับแต่ละบุคคลที่ออกจากพระเจ้าผู้ที่ซึ่งรักพวกเขา

 

 อธิฐานเป็นการสื่อสารกับพระเจ้าด้วยความสัมพันธ์— ไม่ใช่สูตรคำพูด; ไม่ใช่การสวด; แต่เป็นการพูดกับพระเจ้าจากหัวใจของเรา ก่อนที่พ่อตาของผมจะกลายเป็นคริสเตียน เขาเป็นหัวหน้านำสวดมนต์ในวัดใกล้บ้าน เมื่อเป็นคริสเตียนใหม่ เขาจะพูดคำอธิษฐานที่อยู่ด้านหลังของใบปลิวข่าวประเสริฐซ้ำกันทุกวัน, โดยยังไม่เข้าใจที่การอธิษฐานเป็นการมีความสัมพันธ์ที่มีชีวิตกับพระเจ้า, ไม่ใช่ท่องจำสูตรคำพูด ชาวพุทธไทยสวดมนต์โดยใช้ภาษาบาลี, ส่วนมากไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาได้พูดไป, แต่พวกเขาคิดว่าจะได้สะสมบุญหรือการอวยพรหรือได้รับการป้องกันด้านวิญญาณ, อื่นๆ บางครั้งผู้คนเพียงแค่ท่องคำสวดมนต์เหล่านั้นจากหนังสือต่อหน้ารูปเคารพ พระเยซูพูดว่า “แต่เมื่อท่านอธิษฐาน อย่าใช้คำซ้ำซากไร้ประโยชน์เหมือนคนต่างชาติ เพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ พระจึงจะทรงโปรดฟัง” (มัทธิว บทที่ ๖ ข้อ ๗) ชาวพุทธฝึกการสวดมนต์มากกว่าที่พวกเขาทำสมาธิเยอะ, เพราะว่าการทำสมาธิใช้ความพยายามและการฝึกฝนมากกว่า แต่, การทำสมาธิและการสวดมนต์ของชาวพุทธทั้งคู่นั้นอันตรายทางฝ่ายจิตวิญญาณ, เพราะว่าสิ่งเหล่านี้สงวนพวกเขาไว้ไม่ให้มีความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับพระเจ้าผู้ทรงสร้างเรา

 

  1. คุณอยากที่จะมีที่พึ่งที่ชัวร์และมั่นคงในชีวิตของคุณหรือเปล่า?

 

พระรัตนตรัยตามประเพณีในศาสนาพุทธคือ พระพุทธ, พระธรรมและพระสงฆ์ ความคิดทั้งหมดในการเป็นที่พึ่งแสดงถึงการขอความช่วยเหลือจากภายนอกตัวของเราเอง มันแสดงถึงบุคคลที่มีสภาพจำกัดและมีขอบเขตและต้องการที่พึ่งที่ซึ่งไม่มีสิ้นสุดและเชื่อถือได้ ทั้งหมดในพระรัตนตรัยทั้งสามนั้นต่างก็มีข้อบกพร่อง, แต่ที่ทำให้แย่กว่านั้นคือ, ที่พึ่งที่สี่ได้ถูกนำเสนอ, ซึ่งก็คือ ตนเอง คำสอนในพระไตรปิฏก (ในชาดก แม่ของพระกุมารกัสสปเถระ), ได้นำ “ตนเอง” มาเป็นพื้นหน้า “ภิกษุและภิกษุนี, ผู้ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้อื่นไม่สามารถบรรลุความก้าวหน้าใดๆหรือการพัฒนาในชีวิต, เหตุฉะนั้นตนเป็นที่พึ่งแห่งตนหรือเจ้านายตัวเอง, ไม่มีใครสามารถเป็นที่พึ่งตัวเราเองได้” (http://www.buddhapadipa.org/plinks/MHAR-6ELBY2) 

 

ที่พึ่งทั้งสามนั้นได้ถูกวางไว้ ให้เห็นภาพด้วยรูปแบบชาดกนี้“ตนเอง”ได้ยกมาเป็นจุดเด่นในส่วนสำคัญที่สุดของที่พึ่ง แต่, ในท้ายที่สุด, ทั้งสี่ที่พึ่งนั้นเชื่อถือไม่ได้

 

๑. เป็นที่พึ่งในธรรม (คำสอน) โดยแท้ ส่วนใหญ่หมายถึงเป็นที่พึ่งในตนเอง, ด้วยเหตุที่คำสอนได้ชี้ไปในจุดนั้น แต่, พวกเราได้เห็นถึงคำสอนนั้นที่ไม่น่าเชื่อถือตามประวัติศาสตร์, และคำสอนตรงกันข้ามที่พูดว่า, “อย่าปลงเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์” (A.I,๑๘๘) ถ้าใครมองข้ามคำเตือนนี้, และไปตามการอ้างตำราหรือคัมภีร์, ดังนั้นการไปโดยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ ผู้นั้นอนึ่ง ควรจะไม่ไปตามมัน! พุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมากในปัจจุบันไม่ได้มองเห็นถ้อยคำในศาสนาพุทธอยู่เหนือเกินความเข้าใจและเชื่อถือได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง, แต่เห็นว่า เป็นคำสอนที่สามารถดัดแปลงตามความคิดเห็นที่ทันสมัยตามแต่ผู้คน

(ความมั่นใจในตนเองมากกว่าพระธรรม)

 

๒. เป็นที่พึ่งในพระพุทธเจ้าเป็นการเข้าพึ่งในคนตายที่ไม่ได้อยู่ในปัจจุบันนี้ที่จะยื่นความช่วยเหลือใดๆ ให้ได้ แม้แต่ชีวประวัติของเขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย, เพราะว่ามันเต็มไปด้วยตำนานและประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอน

 

๓. เป็นที่พึ่งในพระสงฆ์ (กลุ่มสังคมของสงฆ์), เป็นการขึ้นอยู่กับคนที่ไม่ถาวรและเปลี่ยนแปลงตลอด(อนิจจัง), ตัวตนที่ไม่ยืนยง(อนัตตา) ผู้ซึ่งมีความทุกข์(ทุกข์) ที่จะจัดการกับมัน เหมือนกัน, ในนิทานชาดกด้านบน, มันได้พูดว่า, “ผู้ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้อื่นไม่สามารถบรรลุความก้าวหน้าใดๆหรือการพัฒนาในชีวิต” ซึ่งรวมไปถึงการพึ่งพาพระสงฆ์

 

๔. เป็นที่พึ่งในตัวเองเป็นเพียงคนที่มีขอบเขตจำกัดที่เป็นที่พึ่งในคนที่มีขอบเขตจำกัด มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรของบุคคลนอกไปกว่าข้อจำกัดในตัวของพวกเขาเอง ในหนึ่งลมหายใจตัวเราที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่ดี(อนัตตา) และในอีกลมหายใจหนึ่ง ที่บอกว่าให้อนัตตาเป็นที่พึ่ง

 

มีใครสักคนไหมที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง? มีใครที่สามารถพูดได้ว่าไม่เคยรับของอะไรจากผู้อื่นเลย, หรือไม่เคยได้รับอะไรเลยจากพระเจ้า? มีใครสักคนไหม ที่แท้จริงและไม่เปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตที่อยู่ได้ด้วยคติพจน์ที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ได้อย่างไร?

 

มายกตัวอย่างของช่างตัดเสื้อผู้ที่มีเหตุผลบางประการซึ่งเขาได้ยึดในคติพจน์นี้ เขาคงจะทำเสื้อผ้าของเขาเองตั้งแต่เริ่มต้น เขาคงไม่สามารถใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นทำหรือซื้อมาให้เขาได้ แต่, เขาคงไม่สามารถใช้เส้นด้ายหรือเสื้อผ้าที่ซึ่งเขาไม่ได้เก็บเกี่ยวมาจากทุ่งฝ้ายหรือฟาร์มตัวหนอนไหม, และสิ่งอื่นๆ และ, เขาคงไม่สามารถใช้กรรไกรหรือเครื่องเย็บผ้า, นอกจากตัวเขาเองได้สามารถทำสิ่งพวกนี้ขึ้นมาเอง และ, เขาคงไม่สามารถสร้างอุปกรณ์ในการเย็บผ้านอกจากตัวเขาเองได้ทำเหมืองแร่เหล็กและหลอมแร่เหล็กเพื่อประการนี้ แต่, เขาจะสามารถทำเหมืองแร่เหล็กโดยปราศจากเครื่องมือที่ทำจากคนอื่นได้อย่างไร? ดังนั้น, ช่างตัดเสื้อในสมมุติฐานของเราคงจะไม่กินอะไรเลย, นอกจากตัวเขาที่ได้ปลูกและทำอาหารเอง , พร้อมกับอุปกรณ์ที่ตัวเขาเองได้ทำมันขึ้นมา และ, สถานที่ที่เขาอยู่อาศัย, ซึ่งเขาได้ทำขึ้นมาเอง

 

ถ้าช่างตัดเสื้อผู้น่าสงสารนี้ได้เริ่มรู้สึกถึงความต้องการสุดๆของเวลาของเขาและการใช้ความอุตสาหะในการแยกตัวเองออกจากการพึ่งพาอาศัยของมนุษย์ทั้งปวง, บางที เขาอาจจะประสงค์ที่จะออกไปและอาศัยในป่า แต่, แม้ว่าที่นั่น เขาต้องนึกได้ว่าเขาไม่อิสระทั้งหมดหรือพอเพียงต่อการเป็นที่พึ่งของตัวเขาเอง ในป่า(หรือแม้แต่ในเมืองด้วย) เขาจำเป็นต้องขึ้นอยู่กับในหลายๆสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา- พืชสำหรับอาหาร, ต้นไม้สำหรับที่พักอยู่อาศัย, น้ำสำหรับยังชีพ, และสิ่งอื่นๆ เขาคงไม่สามารถกินได้โดยไม่ใช้ปาก ที่พระเจ้ามอบให้แก่เขาหรือทำการสร้างสิ่งอื่นใดโดยไม่ใช้มือหรือเท้าที่พระเจ้ามอบให้แก่เขา เช่นเดียวกัน เขาคงไม่สามารถคิดหรือทำการเลือกโดยปราศจากความคิดโดยไม่ใช้สมองและจิตวิญญาณซึ่งพระเจ้ามอบให้เขาไม่ว่าความอยากที่เขาจะเป็นที่พึ่งของตนเองสักเท่าไหร่, เขาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความจริงในขอบเขตจำกัดของเขาเองที่ไม่สามารถให้เขาเป็นที่พึ่งของตนเองได้ในที่สุดของที่สุดหรือแม้แต่เหตุผลในชีวิตประจำวัน

 

เห็นไหมว่ามันเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้คนที่จะเป็นที่พึ่งของตนเองอย่างแท้จริงในขอบเขตด้านร่างกาย, แล้วมันจะเป็นไปไม่ได้มากเท่าไหร่อีก ที่จะเป็นที่พึ่งของตนเองในทางด้านฝ่ายจิตวิญญาณที่ซึ่งเรามองไม่เห็นและไม่สามารถควบคุมได้? ความบาปมากมายที่ทุกคนได้กระทำต่อพระเจ้าเป็นสิ่งที่ได้บันทึกไว้เพื่อพิพากษาเรา, แต่เราจะชำระล้างในส่วนนี้ออกไปด้วยความกำลังและอำนาจของเราเองได้อย่างไร? และ, เราจะไปสวรรค์ด้วยกำลังและความสามารถของเราเองได้อย่างไร? เราควรยอมรับถึงความจำกัดในความสามารถของเราเองและมาหาพระเจ้าเพื่อขอช่วยเหลือ พระเยซู พระองค์ตั้งใจที่จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ถ้าเราแน่วแน่ที่จะกลับใจจากบาปของเราและเชื่อในพระองค์, ไว้วางใจในพระเยซูเท่านั้นที่จะให้เรารอด--ไม่ใช่ไว้วางใจในความสามารถของเรา, หรือไปหาที่พึ่งในนามอื่น ประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนที่พระพุทธเจ้าได้เกิด, ดาวิดได้กล่าวถึงที่พึ่งของเขาว่า, “ความช่วยให้รอดและสง่าราศีของข้าพเจ้าอยู่ที่พระเจ้า ศิลาอันทรงมหิทธิฤทธิ์และที่ลี้ภัยของข้าพเจ้าคือพระเจ้า ประชาชนเอ๋ย จงวางใจในพระองค์ตลอดเวลา จงระบายความในใจของท่านต่อพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยของเรา เซลาห์” (สดุดี ๖๒:๗-๘)

 

พระพุทธเจ้าบอกผู้คน ที่ว่าพวกเขานั้นไม่ต้องคิดเกี่ยวกับพระเจ้าหรือแหล่งกำเนิดของพวกเขา, แต่พระเจ้าสร้างพวกเราด้วยให้เรามีความกระหายที่จะรู้จักพระองค์ ในการเติมความกระหายนี้ด้วยสิ่งอื่น, การค้นหานั้นนำไปสู่ความไม่เพียงพอ เป็นเหมือนกับที่ใครคนหนึ่งบอกนกว่าการบินนั้นไม่สำคัญและเด็ดปีกของนกเหล่านั้นเสีย, ในนกยุคๆต่อมา, ปีกคงเจริญเติบโตไปเป็นเหมือนปกติ, แต่ในสิ่งแวดล้อมที่พูดว่า “การบินนั้นไม่สำคัญ,” นกอาจจะใช้ปีกของมันลากไปมาบนดิน, ไม่ใช่เพื่อบิน พวกมันยังคง “กระหาย” ที่อยากจะบิน ทั้งที่นกสร้างมาเพื่อบิน, ผู้คนได้ถูกสร้างที่จะรักและนมัสการพระเจ้า ศาสนาพุทธไม่ได้เติมเต็มในหัวใจของมนุษย์ให้รู้จัก‘ผู้สร้าง’ของเขา และดังนั้นการค้นหาจึงเกิดขึ้น แต่น่าเสียดายยิ่งนักหากว่ามันกลายเป็นการหาความมั่งคั่งส่วนบุคคลแทนที่ของการหาความจริงและความถูกต้อง, ที่ซึ่งจะนำทางไปสู่พระเจ้า

 

คำเปรียบเทียบคลาสสิกของชาวพุทธเกี่ยวกับประเด็นในจุดกำเนิดของเราและประเด็นในส่วนสำคัญที่จะต้องเจาะลึกเน้นลงไป, เป็นดั่งคนที่ถูกยิงด้วยลูกธนู โดยที่คนนั้นไม่ได้กังวลเกี่ยวกับลูกธนูนี้มาจากไหน, ใครเป็นคนยิง, หรือธนูประเภทใดที่ใช้ยิงมา, อื่นๆ..., แต่แทนด้วยการสนใจที่จะเอาลูกธนูออก! ดังนั้นดั่งที่พูดไว้ว่ามนุษย์ไม่ต้องกังวลในเรื่องจุดกำเนิดของโลกหรือปลายทางของพระพุทธเจ้าและ “คำถามที่ว่าด้วยความเป็นอยู่และจิตใจของมนุษย์” อื่นๆ แต่ น่าเสียดายยิ่งนัก, โดยการที่ขับไล่พระเจ้าไปข้างๆ, แหล่งที่แท้จริงของความโล่งอก(นิรันดร์)ได้พลาดไปด้วย พระเจ้าถูกมองข้ามและถูกปฏิเสธ, เหมือนดั่งคนบาดเจ็บที่ไล่หมอไป

 

ช่องว่างในจิตใจของมนุษย์ไม่ได้ถูกเติมเต็ม, และการแสวงหาสำหรับจิตวิญญาณได้ดำเนินต่อไปผ่านการแสดงออกที่หลากหลาย น่าเสียดายยิ่งนักที่คำตอบที่แท้จริงได้ตัดออกไปโดยไม่ได้ถูกพิจารณาเลยโดยการไม่สนใจพระเจ้า จากเจ็ดคำถามแรกที่ผ่านมาในเอกสารนี้, เราได้เห็นว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของสวรรค์, และเป็นเจ้าของประชาชน พระองค์มีสิทธิ์ที่จะบอกเราว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิตผู้คน, ทุกความบาปในที่สุดกระทำต่อต้านพระเจ้า เพราะฉะนั้น พระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ที่จะอภัยบาป เรายังได้เห็นว่าพระเจ้านั้นได้สร้างทั้งชายและหญิง มีคุณค่าในสายตาของพระองค์, และชีวิตของมนุษย์ทุกคนเป็นสิ่งที่มีค่ามากและเป็นสิ่งที่ควรจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งนั้น

 

พระเจ้าเป็นผู้สร้างหัวใจของเราด้วย, และผู้เดียวที่สามารถให้หัวใจของเราที่ความรู้สึกเต็มเปี่ยมเมื่อเรากลับใจจากบาปของเราและวางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราเป็นที่พึ่ง ผู้ที่ไว้วางใจได้มากกว่าหมอใดๆ, อาจารย์, หรือสมาชิกครอบครัว คุณจะวางความเชื่อของคุณในพระเยซูคริสต์วันนี้ไหม? “พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล” (ฮีบรู ๑๓:๘) ในที่สุดจะมีผู้คนเพียงแค่สองประเภท— ประเภทแรกคือผู้คนเหล่านั้นที่จะชื่นชมยินดีตลอดเวลานิรันดร์ที่พวกเขาได้วางความเชื่อไว้ในพระเยซูคริสต์, ประเภทสองคือผู้คนเหล่านั้นที่จะผิดหวังตลอดเวลานิรันดร์ที่พวกเขาไม่ได้วางความเชื่อในพระเยซูและกลับใจในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ “และพยานหลักฐานนั้นก็คือว่า พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์แก่เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่มีชีวิต” (๑ ยอห์น ๕:๑๑-๑๒)

 

  1. 8. อะไรคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์?

 

พระไตรปิฎกน่าเชื่อถือมากขนาดไหนว่าเป็นหนังสือแห่งความจริง? ถ้าพระพุทธเจ้าศักยามุนีไม่ได้ทำให้เกิดการเขียนเหล่านี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม, มาตรฐานที่เอาไว้วัดความจริงอยู่ที่ไหน? และ, ถ้าจะอ้างว่าพระไตรปิฏกมาจากพระพุทธเจ้า ทำไมจึงประกอบด้วยความผิดพลาดที่เกี่ยวกับความจริงอย่างมากมาย? ถ้าพระไตรปิฎกเป็นการผสมผสานระหว่างความจริงและข้อผิดพลาด, การมอบความไว้วางใจของชะตาชีวิตบุคคลหนึ่งให้กับคำสอนนี้ ก็จะเหมือนกับ การมอบความไว้วางใจให้กับหมอที่จ่ายยาทั้งที่ดีและเป็นอันตราย – เป็นการเดิมพันอย่างมาก คำอ้างอิงทั้งหมดในส่วนหัวข้อวิทยาศาสตร์นี้ มาจากพระไตรปิฎกตัวมันเอง, ไม่ใช่จากข้อคิดเห็นที่พูดถึงพระไตรปิฏก

 

ในทีฆนิกาย (Dialogues of the Buddha III; 137-139), ได้กล่าวถึงลักษณะหมายสำคัญทั้ง ๓๒ ของบุคคลที่คาดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือผู้ปกครองจักรวาล ท่ามกลางเครื่องหมายเหล่านี้, มีการกล่าวว่าเขาจะต้องมีฟัน ๔๐ ซี่ [ในเวลาที่เป็นเด็กทารก! – ซึ่งเป็นเวลาที่การตรวจสอบได้ถูกทำขึ้น – (Dialogues of the Buddha II; หน้า 13-18)] โดยปกติ เด็ก มีจำนวนฟันครึ่งหนึ่งของจำนวนนั้นคือ ๒๐ ซี่ ผู้ใหญ่จะมีฟัน ๓๒ ซี่โดยรวม (สมมุติว่าไม่ได้เล่นกีฬาโลดโผนมากเกินไป) หรือ ๒๘ ซี่ ถ้าฟันกรามซี่สุดท้ายได้ถอดออกไป การที่จะใส่ฟันอีกแปดซี่เข้าไปในกรามของผู้ใหญ่ดูเหมือนจะเป็นความสามารถมากเลยทีเดียวเชียว แต่ว่าถ้าใส่ฟันอีก ๒๐ ซี่ในกรามของเด็กทารกมันคงจะเป็นการขยายทั้งกรามโดยแท้– ทั้งของกรามและความน่าเชื่อถือมากเหลือเกิน

 

ท่ามกลาง ๓๒ หมายสำคัญนั้น, อีกอย่างหนึ่งคือศักยภาพของผู้ปกครองจักรวาลหรือพระพุทธเจ้า จะต้องมีลิ้นที่ใหญ่ ใหญ่แค่ไหนล่ะ? ในหนังสือ มัชฌิมนิกาย (Middle Length Sayings II), พราหมณ์คนหนึ่ง ได้ไปพูดคุยกับพระพุทธเจ้า และมองหา ๓๒ หมายสำคัญที่ตัวของพระพุทธเจ้า…“ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคจึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้อุตตรมาณพได้เห็นพระคุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝัก. และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้งสองกลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้งสองกลับไปมา ทรงแผ่พระชิวหาปิดมณฑลพระนลาตทั้งสิ้น.” (๓๓๕) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=13&A=9195&Z=9483 (หากใช้คำง่ายๆ ได้ดังนี้ “จากนั้นเขา, ได้เอาลิ้นออกมา, ตวัดไปมาเหนือหูสองข้างของเขา และตวัดไปมาเหนือรูจมูกของเขา และปกคลุมทั้งหน้าผากของเขาด้วยลิ้นของเขาเอง”) ว้าว, ถึงแม้จะมีรูปปั้นของพระพุทธเจ้าด้วยอากับกิริยาและท่าทางต่างๆ, ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นว่ามีรูปปั้นไหนจะเน้นถึงลักษณะทางกายวิภาควิทยาของเขาที่มีลิ้นใหญ่ยาวขนาดนั้น, แม้ว่าสิ่งนั้นได้มีในพระไตรปิฏก

 

ในการตอบต่อคำถามของพระอานนท์เกี่ยวกับสาเหตุของแผ่นดินไหว (Gradual Sayings IV; หน้า 208-210), พระพุทธเจ้าให้แปดเหตุผลด้วยกัน ประการที่หนึ่ง คือ การอธิบายทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของโลก, ในขณะที่อีกเจ็ดเหตุผล พระพุทธเจ้ากล่าวว่า โลกตอบสนองด้วยการสั่นเมื่อ“การตรัสรู้”ที่หลากหลายประสบความสำเร็จมากมาย ในเหตุผลประการที่หนึ่งสำหรับแผ่นดินไหว, เราเห็นความแตกต่างบางอย่างแท้จริงระหว่างสิ่งที่เขาพูดกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่นี้รู้เกี่ยวกับโครงสร้างของโลกและสาเหตุต่างๆ ของการเกิดแผ่นดินไหว: “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เหตุปัจจัย ๘ ประการนี้แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรอานนท์ แผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ สมัยนั้นลมพายุพัดจัด ลมพายุพัดให้น้ำไหว น้ำไหวแล้วทำให้แผ่นดินไหว ดูกรอานนท์ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๑ แห่งความปรากฏแผ่นดินไหวใหญ่ ฯ” (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=23&A=6499&Z=6623)

 

ตัวอย่างนี้และตัวอย่างอื่นๆ ที่ตามมา, ได้แสดงให้เห็นถึงการขาดความลงรอยกันกับ “ตามที่สิ่งเป็นจริง” (ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ชนิดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าอ้างว่าได้ให้ไว้)

 

ในพระไตรปิฏก (Dialogues of the Buddha III), ได้บรรยายถึงบรรพบุรุษของมนุษย์ ผู้ซึ่งอายุยืนถึง ๘๐,๐๐๐ ปี, แต่โดยความชั่วทีละเล็กละน้อยหลายๆอย่าง, ช่วงอายุของพวกเขาถูกลดลงเหลือแค่สิบปีเท่านั้น และในช่วงนั้นซึ่งกล่าวว่า มนุษย์เหล่านั้นแต่งงานกันตอนอายุห้าขวบ สิ่งเหล่านี้อ้างชัดเจนถึงมนุษย์ในข้อความนี้, และไม่ได้กล่าวถึงลิง ดังนั้น, ด้วยการเพิ่มขึ้นในการดำเนินชีวิตทางศีลธรรม, มนุษย์ได้ถูกพูดว่า เพิ่มช่วงอายุของพวกเขาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเรื่องนี้เป็นเพียงแต่การเปรียบเทียบเท่านั้น, ทำไมข้อความจึงอ้างอิงถึงเมืองที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าเป็นส่วนของประวัติศาสตร์/คำพยากรณ์นี้: “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เมืองพาราณสีนี้ จัก

เป็นราชธานีมีนามว่า เกตุมดี...” (๗๓) http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=11&A=1189&Z=1702

เช่นเดียวกัน, ถ้านี่เป็นการเปรียบเทียบเท่านั้น, ดังนั้นการทำนายถึงพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคต, ผู้ซึ่งถูกพูดว่าจะปรากฎเมื่อช่วงอายุของมนุษย์กลับคืนไปสู่ ๘๐,๐๐๐ ปี เป็นการเปรียบเทียบด้วย

 

ใน “การอ้างตามความเป็นจริง” อย่างอื่น จากปากของคนที่ “ที่อ้างว่าไม่เคยตกไปสู่ความผิดพลาด” (Dialogues of the Buddha III, 25) พระพุทธเจ้าพูดว่า มีปลาในมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่, ที่ไหนก็ตามแต่ซึ่งมีความยาวตั้งแต่ ๑๐๐ – ๕๐๐ yojanas (ความยาว): “อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ ในมหาสมุทรนั้น คือ ปลาติมิ ปลามิงคละ ปลาติมิติมิงคละ พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายใหญ่ประมาณร้อยโยชน์ สองร้อยโยชน์ สามร้อยโยชน์ สี่ร้อยโยชน์ ห้าร้อยโยชน์ ก็มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่พำนักของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ ... ”  (Book of Discipline V, 333) (http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/

item.php?book=25&item=118&items=1&preline=8&pagebreak=1&mode=bracket)

 

ตามคำอธิบายศัพท์ของ Pali Text Society, ๑ โยชน์ ๗ ไมล์ นั่นหมายความว่า ปลาที่ยาว ๕๐๐ โยชน์ ก็จะยาวถึง ๓๕๐๐ ไมล์ นั่นเป็นการอ้างอย่างสุดยอดเลยทีเดียว, ถ้าพิจารณาระยะนี้ก็จะยาวกว่าความกว้างของอเมริกาถึง ๗๐๐ ไมล์! เช่นเดียวกัน, มันจะเป็นปลาที่ไม่ได้สัดส่วน เนื่องจากว่าจุดลึกที่สุดของมหาสมุทรลึกประมาณ ๗ ไมล์, ซึ่งโดยความลึกเฉลี่ยประมาณ ๓ ไมล์

 

ในเล่มที่สี่ของ Book of Discipline, มีเรื่องราวต่างๆที่บอกชัดเจนว่า ความรู้ของพระพุทธเจ้าเทียบไม่ได้กับมาตรฐานความรู้สมัยใหม่, ซึ่งการรอบรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นการรอบรู้ที่น้อยกว่ามากกับการรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ในกรณีหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ให้การอนุญาตของเขาในการบริโภคเนื้อดิบและเลือดจากหมูว่า: “ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเพราะผีเข้า ... เธอเดินไปที่เขียงแล่หมู แล้วเคี้ยวกินเนื้อดิบ ดื่มกินเลือดสด อาพาธเพราะผีเข้าของเธอนั้น หายดังปลิดทิ้ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเนื้อดิบ เลือดสด ในเพราะอาพาธเกิดแต่ผีเข้า.’” http://www.84000.org/

tipitaka/pitaka1/v.php?B=05&A=775&Z=947

 

การรักษาที่อนุญาตโดยพระพุทธเจ้า, คือการให้วิญญาณ “ที่ไม่ใช่มนุษย์” (เช่น ปีศาจ, วิญญาณชั่ว) หมกมุ่นตนเองในเนื้อดิบและเลือดสดๆ มันจะชาญฉลาดไหม ที่มีโรคอะไรที่ซึ่งจะรับเอาแนวทางการรักษาอย่างนี้? ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ขับไล่วิญญาณชั่วผู้บุกรุกออกไปเสีย อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทำอยู่บ่อยๆ? 

 

ท้ายที่สุด, เนื่องจากทฤษฎีของวิวัฒนาการดูเหมือนว่าเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับศาสนาพุทธ (ไม่ต้องมีผู้สร้าง), นั่นหมายความว่า ศาสนาพุทธถูกต้องกว่าหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์หรือ? ประการที่หนึ่ง, พระพุทธเจ้าไม่ได้อธิบายถึงต้นกำเนิดสูงที่สุดและพูดว่าการพิจารณาถึงต้นกำเนิดเป็นหนึ่งในความพยายามที่ไร้ประโยชน์ในชีวิต  แต่, ถ้าไม่มีผู้สร้าง, เราจะสามารถคาดหวังได้อย่างไรว่าโลกของเราจะมีศีลธรรม, ถ้าทุกสิ่งเกิดขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตผ่านความบังเอิญ, มีโครงสร้างสลับซับซ้อนที่ไม่มีใครออกแบบ, จะมีศีลธรรมได้อย่างไร เพราะว่าศีลธรรมไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้โดยบังเอิญและโดยไม่มีใครตั้งมาตรฐานไว้ หลักฐานสำหรับการวิวัฒนาการไม่ได้เพิ่มขึ้น, แต่กลับลดลง อย่างเช่น, ภาพเรียงที่มีชื่อเสียงที่แสดงถึงลิงที่เริ่มวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์, ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นการหลอกลวง, เป็นลิงอย่างเดียวเท่านั้น, หรือเป็นมนุษย์อย่างเดียวเท่านั้น, ซากฟอสซิลของสัตว์ผสมที่กำลังกลายรูปร่าง (The Missing Link) ที่เขากล่าวว่ากำลังเปลี่ยนรูปร่างนั้นก็ยังขาดไปอยู่ เวปไซท์ www.answersingenesis.org มีบทความ, เสียง, และภาพ ซึ่งนำเสนอโดยนักวิทยาศาสตร์ปริญญาเอก ผู้ที่เชื่อในการทรงสร้างตามพระคัมภีร์ไบเบิล, ได้เสนอถึงหลักฐานที่สนับสนุนพระผู้สร้างของโลกนี้ ในการที่จะขับไล่หลักฐานนี้ โดยปราศจากการตรวจสอบอย่างยุติธรรม ก็จะทำให้ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เสียเอง ควรหรือไม่ที่เราจะยอมรับบางสิ่ง เพียงแค่ว่ามันเป็นความคิดเห็นในยุคของเราหรือในการเห็นด้วยต่อศีลธรรมตามใจเราเองในชีวิต? บุคคลที่ตามเหตุผลไม่ได้ตามใจตัวเอง ควรจะเต็มใจที่จะตามหลักฐานว่าจะนำไปสู่ที่ใด, แม้สิ่งนั้นจะนำไปสู่พระเจ้า

 

สิ่งที่เราเห็นในโลกนี้บ่อยครั้งไม่ยุติธรรม- คนชั่วร่ำรวยขึ้น, ‘คนดีตามมาตรฐานที่คนทั่วไปคิด’เผชิญความทุกข์ยากและอื่นๆ… แต่ว่าเราจำเป็นต้องรู้ถึงมุมมองของนิรันดร์, ซึ่งรวมทั้งวันแห่งการพิพากษาซึ่งพระเจ้าจะพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม ในการพิจารณาถึงการขาดการรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของศักยามุนี, ก็เป็นการยากที่จะแนะนำให้ไว้วางใจในการคาดการณ์ของเขาเกี่ยวกับอะไรที่ควรแก่การติดตามหรืออะไรที่ไม่ควรแก่การติดตาม ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของเราทำงานไม่ปกติ, เราต้องอ่านคู่มือการใช้งานจากบริษัทผู้สร้างหรือเรียกหาคนที่สร้างเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ในทำนองเดียวกัน, พระเจ้าผู้สร้างเรามีคำตอบสำหรับสถานการณ์ที่ยากลำบากในชีวิต

 

มองไปยังศาสนาพุทธอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้, ถ้าศาสนาพุทธเป็นการเดินทาง, มันจะเป็นการเดินทางในที่ซึ่งแผนที่ประกอบด้วยคำอ้างเทียมเท็จต่างๆ, “ผู้ค้นพบ” การเดินทางนี้ก็ไม่ได้อยู่ข้างเราอีกต่อไปแล้วที่จะเสนอการช่วยเหลือใดๆ, และที่สุดของที่สุด คนหนึ่งก็ดับสลายเมื่อไปถึงจุดหมาย แม้ว่าศาสนาพุทธเป็นระบบที่น่าหลงไหล, มันนำคนออกจากทางของพระเจ้า ผู้ซึ่งพระองค์ทรงรักพวกเขา, มันนำคนออกจากชีวิตนิรันดร์ที่ไม่เสื่อมสลาย, และนำเราออกจากวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ให้แก่เรา– ชีวิตที่ได้รับการชำระจากความบาปและความสัมพันธ์กับพระผู้ทรงสร้าง– ทำให้เป็นไปได้, โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งรับการลงโทษแทนเราบนไม้กางเขน โดยไม่ใช่จากการชำระตัวเราด้วยความดีของเราเอง ในการปฏิเสธสิ่งนี้ ก็เป็นการปฏิเสธแผนที่ที่แท้จริงที่ไปสู่สวรรค์21, ความช่วยเหลือสำหรับการเดินทาง, และผู้นำทางที่ซึ่งไม่ให้เราล้มเหลว ในการยอมรับและรับเอาสิ่งนี้ก็เป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์แห่งความไว้วางใจกับพระผู้ทรงสร้างของเรา “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงใช้พระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ แต่ผู้ที่มิได้เชื่อก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อในพระนามพระบุตรองค์เดียวที่บังเกิดจากพระเจ้า” (ยอห์น ๓:๑๖-๑๘) มีหลายสิ่งที่คนตายไม่สามารถทำได้ พระพุทธเจ้าตายไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่คนตายไม่สามารถทำได้คือ ช่วยจิตวิญญาณของคนให้รอด แต่พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่และสามารถชำระจิตวิญญาณของเราและพาเราไปสู่สวรรค์ ถ้าเราเชื่อในพระองค์ นั่นก็เพราะว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า, เป็นพระผู้สร้างของเราและเป็นผู้ที่จะพิพากษาเราตามพื้นฐานพระวจนะของพระองค์, เมื่อเราตายไป

 

  1. 9. ประวัติศาสตร์ของพระไตรปิฏกเชื่อถือได้หรือ?

 

พระธรรมในพระไตรปิฏกซึ่งได้ถูกเขียนลงในภายหลังอย่างช้ามาก, และพระธรรมของนิกายอื่นทางศาสนาพุทธได้ถูกจัดทำขึ้นและเขียนลงในภายหลังช้ากว่าอีก พระไตรปิฏกได้ถูกเขียนลงประมาณ ๗๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช ที่ ศรีลังกา (Veidlinger, ๒๓) : “นักวิชาการหลายคนในปัจจุบันเชื่อว่าถ้อยคำจากพระไตรปิฏกภาษาบาลีได้ถูกส่งผ่านจากปากต่อปากประมาณ ๔๐๐ ปี, จากช่วงเวลาจากจุดกำเนิดจนถึงช่วงศตวรรษแรกในยุคก่อนคริสต์ศักราช” (Veidlinger, ๒)

 

เรื่องราวชีวิตของพระเยซูคริสต์ ได้ถูกเขียนลงไม่นานหลังจากพระเยซูเสร็จกลับสวรรค์ เรื่องราวไม่ได้ส่งผ่านแบบปากต่อปาก เอกสารได้ถูกเขียนลงโดยสาวกของพระเยซูและต้นฉบับเอกสารที่เขียนด้วยมือเหล่านี้ได้กระจายไปทั่วอาณาจักโรมันและมากไปกว่านั้น ส่วนอื่นของพระคัมภีร์ไบเบิลได้ถูกเขียนผ่านในช่วงชีวิตของผู้พยากรณ์ที่ซึ่งพระเจ้าได้มอบข้อความเหล่านี้แก่พวกเขา-- ตัวอย่างเช่น โมเสสได้พยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ประมาณ ๑๕๐๐ ปีก่อนที่พระเยซูจะทรงสภาพร่างกายมนุษย์; ดาวิดพยากรณ์เกี่ยวกับไม้กางเขนประมาณ ๑๐๐๐ ปี ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จมาสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของพวกเรา; และอิสยาห์พยากรณ์เกี่ยวกับพระเยซูที่จะเกิดจากหญิงที่ไม่ได้เพศสัมพันธ์มาก่อน ประมาณ ๗๐๐ ปีก่อนเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น

 

มันมีช่วงห่างของเวลามากจากช่วงเวลาที่จะเขียนจนถึงช่วงเวลาที่เอกสารต้นฉบับที่เขียนด้วยมือที่ยังหลงเหลืออยู่ของพระไตรปิฏก Veidlinger เขียนว่า : “เทคนิคการเขียนเอกสารภาษาบาลีตามประเพณีในโลกเถรวาทส่วนใหญ่ ปรากฏให้เห็นต้นฉบับที่เขียนด้วยมือในศตวรรษที่ ๑๙ ต้นฉบับที่เขียนด้วยมือภาษาบาลีที่เก่าแก่ที่สุดถูกพบย้อนหลังในช่วงศตวรรษที่ ๖ มันประกอบขึ้นด้วยการคัดเลือกจากบางส่วนต้นฉบับที่เขียนด้วยมือเท่าที่มีอยู่แรกเริ่มจากศรีลังกาเป็นของ Samuttanikaya จากปีคริสต์ศักราช ๑๔๑๑” (๑๔-๑๕) ในทำนองเดียวกัน Hinuber ได้ยืนยันสถานการณ์ด้วยการเขียนว่า “การทำต่อต้นฉบับที่เขียนด้วยมือด้วยเล่มที่สมบูรณ์ได้พึ่งเริ่มขึ้นในช่วงปลายคริศต์ศตวรรษที่ ๑๕  ด้วยเหตุนี้ แหล่งที่มาที่สามารถใช้ได้มีขึ้นมาทันทีในเชิงอักษรศาสตร์สำหรับเถรวาท ซึ่งแยกออกจากพระพุทธเจ้าเกือบมาประมาณ ๒,๐๐๐ ปี” (๔) คำที่ว่า “เล่มที่สมบูรณ์” ในที่นี้หมายถึง แต่ละส่วนของเล่มในพระไตรปิฏก ถ้าเราระบุวันตายของพระพุทธเจ้าประมาณ ๔๑๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราช โดยเห็นพ้องร่วมกันโดยนักวิชาการสมัยใหม่, ฉะนั้นช่วงห่างระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระไตรปิฏกฉบับสมบูรณ์ในรูปแบบเอกสารที่เขียนด้วยมือนั้นมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี

 

ในความแตกต่าง, เรามีแต่ละเล่มของพันธสัญญาใหม่ในรูปแบบของต้นฉบับที่เขียนด้วยมือจากประมาณ ๑๕๐ ปีหลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตาย (ถึงแม้ว่าจะมีบางชิ้นส่วนก่อนหน้านั้น) และพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับสมบูรณ์ที่เขียนด้วยมือประมาณ ๓๐๐ ปี หลังจากพระเยซูฟื้นคืนชีวิต เรามีแต่ละเล่มของพันธสัญญาเก่าจากประมาณ ๒๐๐ ปี ก่อนคริสต์ศักราชจากถ้ำในทะเลตาย (Dead Sea)

 

ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ พระไตรปิฏกได้ถูกเขียนลงบนหินในพม่า... “กษัตริย์มินดง... ได้ครอบครองสภาศาสนาพุทธที่ห้าในมัณฑะเลย์ (Mandalay) เขาได้สร้างหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปีคริสต์ศักราช ๑๘๖๘, พระไตรปิฏก, ๗๒๙ หน้าของพระไตรปิฏกศาสนาพุทธ จารึกลงในหินอ่อนและหินแผ่นแบนในสถูปเล็กๆ” http://en.wikipedia

.org/wiki/Mindon_Min

 

อย่างไรก็ตาม “เขียนลงบนหิน” เป็นสำนวนสำหรับบางอย่างที่แท้จริงและแน่นอน, Trevor Ling เขียนเกี่ยวกับโครงการของกษัตริย์มินดง ว่า, “ผิดพลาดในการแกะสลักตัวหนังสือซึ่งจำเป็นต้องทำการปรับปรุงแก้ไข...” (๑๒๔) การปรับปรุงแก้ไขนี้กระทำอยู่ในช่วงเวลาสภาศาสนาพุทธที่หก (ปีคริสต์ศักราช ๑๙๕๔-๑๙๕๖) ในพม่า

 

ในประวัติศาสตร์ศรีลังกา [ที่ซึ่งพระไตรปิฏกได้ถูกขียนลง (๗๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช), และที่คำอธิบายได้ถูกเรียบเรียง (ประมาณ๕๐๐ ปี หลังคริสต์ศักราช)], โดยถ้อยคำได้ผ่านการกวาดล้างใน คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒: “ เมื่อ กษัตริย์ Parakramabahu ที่ ๑ (ปีคริสต์ศักราช ๑๑๕๓ – ๑๑๘๖) ปฏิรูปศาสนาพุทธในซีลอนช่วงคริศต์                ศตวรรษที่ ๑๒, พระจาก Abhayagiri- และ Jetavana-vihara ได้บวชอีกรอบตามประเพณีมหาวิหาร เพราะฉะนั้น, ถ้อยคำเดิมของพวกเขา ก็ค่อยๆ เลือนหายไป, และมีแค่ ถ้อยคำแบบเถรวาทที่หลงเหลืออยู่เหล่านั้นในวัดอารามเพียงแห่งเดียว, มหาวิหาร” (Hinuber, ๒๒)

 

มองถัดไปในประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าไว้วางใจของพระไตรปิฏก, คำถามสำคัญที่น่าจะถามคือ, “พระพุทธเจ้ามีอำนาจที่จะสอนบนประเด็นจิตวิญญาณตั้งแต่แรกหรือไม่?” เป็นเพียงแค่มนุษย์ (ที่ซึ่งมีความรู้จำกัดมาก), และตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่คนตาย, เขาแค่ระทมทุกข์ไม่มีสิทธิ์ให้คำแนะนำในหัวข้อที่สุดของที่สุดต่างๆ (เช่น ที่ไหนที่คุณจะใช้ชีวิตชั่ว

นิรันดร์? อะไรคือจุดประสงค์ในชีวิตของคุณ? คุณมาจากไหน?) ในข้อเท็จจริงพระพุทธเจ้าบ่อยครั้งที่จะเอาความสนใจของผู้คนออกไปจากหัวข้อสำคัญเหล่านั้นเพื่อที่จะมุ่งความสนใจของผู้คนไปยังชีวิตในทางโลกมากกว่าหัวข้อชั่วนิรันดร์ มีเพียงแค่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ทุกอย่าง, และผู้ซึ่งมีพลังเหนือความตาย, และผู้ซึ่งเป็นผู้ทรงสร้างและเป็นเจ้าของโลกใบนี้, มีสิทธิอำนาจที่จำเป็นในการสอนความจริงแก่จิตวิญญาณผู้คน นี่เป็นสามเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงการพูดเกินความจริงบางอย่างที่ใช้ในพระไตรปิฏก

 

ในพระวินัยปิฏกของพระไตรปิฏก, เรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อได้ถูกบอกเพื่ออธิบายว่าผู้ที่ได้รับสิทธิให้เป็นพระทั้งหลายต้องได้ถูกถามว่าพวกเขาเป็นมนุษย์หรือไม่ ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับงูนาคนี้, กลายร่างให้ดูคล้ายคนและกลายเป็นพระ: “ในวันหนึ่ง, พระรูปอื่นลุกขึ้นกลางดึก, ไปถึงยามเช้า, และออกไปด้านนอกเพื่อฝึกการเดินจงกรม นาค, ได้รู้สึกว่าเพื่อนร่วมกุฎิได้ออกไป, จึงนอนหลับ, และในการนอนหลับนั้นเขาได้เปลี่ยนร่างเป็นร่างเดิม ร่างงูของเขาเต็มไปทั่วทั้งห้อง, และร่างที่ม้วนเป็นวงของเขาได้ออกมานอกหน้าต่าง ในเวลานั้น, เพื่อนร่วมห้องของเขา, คิดว่าเขาน่าจะกลับเข้าไปในกุฎิ, เปิดประตูและได้เห็นห้องที่เต็มไปด้วยงู... หวาดกลัว เมื่อเห็น, เขาร้องลั่น...” (Strong, ๑๙๙๕; หน้า ๖๒)

ใน Udana ของพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้าได้ถูกพูดว่าได้ถูกปกคลุมป้องกันฝนโดยนาคตัวใหญ่: “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้มุจลินท์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียวตลอด ๗ วัน สมัยนั้น อกาลเมฆใหญ่บังเกิดขึ้นแล้ว ฝนตกพรำตลอด ๗ วัน มีลมหนาวประทุษร้าย ครั้งนั้นแล พระยามุจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน มาวงรอบพระกายของพระผู้มีพระภาคด้วยขนดหาง ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่เบื้องบนพระเศียรด้วยตั้งใจว่า ความหนาวอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ความร้อนอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาคครั้นพอล่วงสัปดาห์นั้นไป พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้น ครั้งนั้นพระยามุจลินทนาคราชทราบว่าอากาศโปร่ง ปราศจากเมฆแล้วจึงคลายขนดหางจากพระกายพระผู้มีพระภาค นิมิตเพศของตนยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคอยู่ ฯ” http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=25&A=1699&Z=1721

 

ปรากฏการณ์ไม่น่าเชื่อเรื่องอื่นในพระไตรปิฏก, ที่ซึ่งควรจะมีอยู่ตราบจนทุกวันนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตราบเท่าที่โลกนี้ยังอยู่”) เป็นดั่งบ้านที่ไม่มีหลังคา, ที่ซึ่งไม่เคยรับน้ำฝน: “....มีเรื่องราวใน มัชฌิมนิกาย (Middle Length Saying) ที่มีพระบางรูปที่ได้ ‘ยืม’ หลังคาของบ้านช่างทำหม้อเพื่อที่จะมาซ่อมหลังคาวัดอาราม แต่แทนที่ควรจะโกรธที่หลังคาของพวกเขาได้แยกออกไป,ช่างทำหม้อและพ่อแม่ตาบอดของเขาได้ซาบซึ้งด้วยความปิติยินดีซึ่งที่ไม่อาจพรรณนาได้เป็นเวลา ๗ วัน เวลานั้นตามด้วยกฎเหตุและผลในปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้เป็นขึ้นมา เปียกโชกไปทั้งหมู่บ้านหรือทั้งประเทศโดยฝนตกอย่างมโหฬาร, แต่ไม่มีสักหยดเดียวที่ตกลงบนบ้านที่ไร้หลังคานั้น และนี่เป็นการดลบันดาลให้ตำแหน่งของบ้านของ Gati Kara ในสภาพนั้นอยู่อย่างนั้นตราบเท่าที่โลกยังดำรงอยู่” (King, ๑๒๑)

 

ผู้แต่ง ได้ประยุกต์เรื่องราวสมัยใหม่จากการเขียนข้างบนนี้: “สถานที่นี้น่าจะอยู่สักแห่งในบริเวณใกล้เคียงของเมืองชั่วนิรันดรของ Benares รัฐบาลอินเดียควรจะหา, โดยเฉพาะ Mr. Nehru ผู้ซึ่งเคารพศาสนาพุทธ นี่เป็นภารกิจง่ายๆ ในทุกๆรัศมีของหนึ่งพันไมล์รอบๆ Benaresที่ซึ่งหัวหน้าผู้ใหญ่ของทุกๆหมู่บ้านรอบๆสามารถถามอย่างละเอียดละออและพยามยามที่จะหาสถานที่ที่น่าพิศวงเยี่ยงนั้นเมื่อหากมันถูกพบจะกระทบต่อศาสนาพุทธเหนือมนุษยชาติอย่างใหญ่โตและรายได้จากนักท่องเที่ยวจะล้นหลามเข้ามาในอินเดียอย่างงดงาม” (King, ๑๒๑)

 

ตัวอย่างต่อไปในประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอนคือมิลินทปัญหา (การอภิปรายของกษัตริย์มลินท์), ที่ซึ่งชาวพม่าเห็นว่าควรอยู่ในพระไตรปิฏก Hinuber เขียนว่า, “ถึงแม้ว่า Menandros เป็นบุคคลตามประวัติศาสตร์, Mil [มลินทปัญหา] เป็นเอกสารที่ไม่ได้ตามประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง: กษัตริย์มิลินท์พูดกับหกคนที่สอนผิด, ผู้ซึ่งเป็นบุคคลร่วมยุคร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า (!)” (๘๓) Mendaros ได้แยกประวัติศาสตร์จากพระพุทธเจ้าประมาณ ๒๕๐ ปี สำหรับตัวอย่างมากกว่านี้ในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ไม่แน่นอน, กรุณาดูใน ภาคผนวก ๑, เกี่ยวกับอโศกมหาราช

 

ในอีกด้านหนึ่ง, ยกตัวอย่างเช่น ลูกา, ซึ่งปรากฏเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลได้ถูกพิสูจน์ความจริง ที่แม้ว่ามีการตรวจสอบทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่หนาแน่นโดยผู้ที่คัดค้านต่อเรื่องราวนี้ ครึ่งหนึ่งของหนังสือแบบเฉพาะทางกึ่งหนึ่ง บนหนังสือของ Colin Hermer…“Acts in a Setting of Hellenic History” ที่ซึ่งเรียกว่าประวัติศาสตร์ของพระธรรมศาสนาพุทธนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พระไตรปิฏกนั้นประกอบบางส่วนที่เต็มไปด้วยตำนานดังนั้นพระธรรมเหล่านั้นไม่ได้ถูกเอามาทำอย่างถูกต้องเมื่อมันมาโดยรายงานทางกายภาพที่ว่า “ตามที่สิ่งเป็นจริง, (the way thing are,)” เมื่อนั้น ทำไมในโลกนี้ที่ใครก็ตามอยากที่จะเชื่อพระธรรม เมื่อมันมาถึงจิตวิญญาณชั่วนิรันดร์ของพวกเขา? น่าเศร้าใจและในทางกลับกัน, แทนที่การขาดความน่าเชื่อถือในพระธรรมของพวกเขา, ทำให้ชาวพุทธแสวงหาพระเจ้า, พวกเขาหันไปในทางเอนเอียงพึ่งตัวเขาเอง- ตัวเองที่ตามคำสอนของพวกเขาเองนั้นไม่คงทนและเปลี่ยนแปลงตลอด

 

  1. 10. คุณอยากรู้ไหมว่าพระคัมภีร์ไบเบิลพูดอะไรเกี่ยวกับชีวิต?

 

จุดมุ่งหมายในชีวิตคือรักพระเจ้าและรักผู้คน : “พระเยซูทรงตอบเขาว่า,‘จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า’นี่แหละเป็นพระบัญญัติข้อต้นและข้อใหญ่ ข้อที่สองก็เหมือนกันคือ‘จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’พระราชบัญญัติและคำพยากรณ์ทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้” (มัทธิว ๒๒:๓๗-๔๐)

 

การรักพระเจ้านั้นต้องการความเชื่อ: “แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาหาพระเจ้าได้นั้นต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่ปลงใจแสวงหาพระองค์” (ฮีบรู ๑๑:๖) ความเชื่อนี้มีพื้นฐานมาจากหลักฐานที่พระเจ้าให้แก่เรา, ไม่ใช่ความเชื่อที่ตาบอด พร้อมกับความเชื่อในพระเจ้า, จะต้องมีความยำเกรงพระเจ้าด้วย: “ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็นที่เริ่มต้นของปัญญา และซึ่งรู้จักองค์บริสุทธิ์เป็นความเข้าใจ”(สุภาษิต ๙:๑๐) แทนที่จะยำเกรงพระเจ้า, ชาวพุทธลงเอยด้วยการอยู่ในความกลัว ภูต ผี ปีศาจ และต้องผูกมัดในความเป็นทาสที่ต้องทำให้วิญญาณเหล่านั้นพอใจอยู่เสมอ

 

การรักพระเจ้าหมายถึงการมาหาพระองค์อย่างถ่อมตัว: “...พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม” (ยากอบ ๔:๖) “...เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว ๑๘:๓) แทนที่ของการสรรเสริญพระเจ้า, ชาวพุทธตามจิตนาการที่ไร้สาระโดยสรรเสริญแก่การทำสมาธิและนึกภาพของชีวิตก่อนหน้านี้ตามจินตนาการ: “เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป” (โรม ๑:๒๑-๒๒)

 

ในการเริ่มความสัมพันธ์กับพระเจ้า ผู้นั้นต้องมีการสำนึกผิดครั้งแรก– หันหลังจากความผิดและความบาป, และหันไปสู่ทางของพระเจ้าที่ได้ทรงเปิดเผยไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล “และนี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว และรู้จักพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา” (ยอห์น ๑๗:๓) รู้จักพระเจ้าเป็นเป้าหมาย นี่คือความสัมพันธ์ การเสนอการให้อภัยบาปของพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้รับโดยความสมควรของเราเอง, หรือเป็นสิ่งที่เราเรียกร้องตามสิทธิได้, แต่เป็นของประทานที่ให้เปล่าๆแห่งความเมตตาสำหรับผู้ที่ตระหนักถึงขอบเขตการละเมิดต่างๆของพวกเขาและได้กลับใจและไว้วางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง, และไม่ได้พึ่งในตัวของพวกเขาเอง: “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (เอเฟซัส ๒:๘-๙)

 

ชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น “และพยานหลักฐานนั้นก็คือว่า พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์แก่เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระเจ้าก็ไม่มีชีวิต” (๑ ยอห์น ๕:๑๑-๑๒)

 

พระพุทธเจ้าได้ให้คำโกหกแก่ผู้คนแทนที่ความจริงและผลลัพธ์กลับเป็นเรื่องน่าเศร้าในฝ่ายจิตวิญญาณ: “เพราะเจ้าได้กระทำให้คนชอบธรรมท้อใจด้วยการมุสา ทั้งที่เราไม่ได้กระทำให้เขาเศร้าใจเลย และเจ้าได้ทำให้มือของคนชั่วแข็งแรงขึ้น เพื่อมิให้เขาหันกลับจากทางชั่วของเขา โดยสัญญาว่าเขาจะได้ชีวิตรอด”(เอเสเคียล ๑๓:๒๒) แทนที่จะอยู่ในการดูแลของผู้เลี้ยงแกะที่เปี่ยมไปด้วยรัก (พระเยซู), ชาวพุทธได้ถูกทิ้งไว้ในการมีอยู่ของปีศาจ,

 

งูใหญ่ (งูนาคที่ศาสนาพุทธยกย่อง, แต่ซึ่งที่จริงแล้วมันคือปีศาจ) “พญานาคใหญ่ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ที่เขาเรียกกันว่า พญามารและซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลก พญานาคและพวกทูตของมันก็ถูกผลักทิ้งลงมาในแผ่นดินโลก” (วิวรณ์ ๑๒:๙)

 

พูดอย่างง่ายมาก, คนตาย (พระพุทธเจ้า) ไม่สามารถช่วยใครได้ ที่จะหาคำตอบเกี่ยวกับคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิต: ฉันมาจากไหน? ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่? ฉันจะไปที่ไหนเมื่อฉันตายไป? พระคัมภีร์ไบเบิลสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ พระเยซูคริสต์ยังมีชีวิตอยู่ พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย คุณต้องการที่จะคืนดีกับผู้สร้างของคุณ ผู้ซึ่งรักคุณ, ถึงแม้ว่าคุณมีบาปต่อพระองค์? ถ้าคุณต้องการ, คุณสามารถเริ่มโดยการสารภาพบาปของคุณแก่พระองค์, ซึ่งประกอบด้วยบาปที่ละเลยพระองค์และไม่ให้เกียรติแก่พระองค์ ที่พระองค์ควรจะได้รับ "ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น" (๑ ยอห์น ๑:๙) พระเจ้าต้องการให้ทุกคนเชื่อในพระเยซูคริสต์และเช่นนี้ มีความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับพระเจ้า แต่การเลือกนั้นอยู่ที่คุณ คุณจะตอบสนองต่อความรักของพระเจ้าไหม? คุณจะมาถึงพระองค์อย่างถ่อมตัวไหม? คุณจะมอบชีวิตให้แก่พระองค์, ด้วยความเชื่อ-เหมือนเด็กเล็ก ไหม?

 

เกี่ยวกับหลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนเรื่องราวของพระคัมภีร์ไบเบิล, Mark Cahill พูดว่า, “มีมากว่า ๒๕,๐๐๐ ชิ้นทางโบราณคดีที่หาพบที่สนับสนุนในเรื่องของ บุคคล, คำเรียกของพวกเขา, และสถานที่ที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ไบเบิล Nelson Glueck, นักโบราณคดีที่มีชื่อเสียงชาวยิว, เขียนว่า‘มันสามารถกล่าวได้อย่างเด็ดขาดว่าไม่มีการค้นพบทางโบราณคดีใดที่โต้แย้งการอ้างถึงในพระคัมภีร์ไบเบิลเลย’” (Cahill 65) “Lionel Luckhoo (๑๙๑๔-๑๙๗๗) เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงและภายหลังเป็นผู้ประกาศคำสอนของพระเยซูคริสต์, ผู้ที่ซึ่ง หนังสือบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ (Guiness Book of World Records) ในรายชื่อผู้ชนะการตัดสินให้พ้นโทษในการสอบสวนคดีฆาตกรรม ติดๆกันมากที่สุด, ถึง ๒๔๕ ครั้ง... ‘ผม(Lionel) ใช้เวลากว่า ๔๒ ปี ในการเป็นทนายต่อสู้คดีในหลายๆแห่งของโลกและผมยังคงปฏิบัติอยู่อย่างนั้น ผมพูดไม่อ้อมแอ้มในหลักฐานการฟื้นคืนชีวิตของพระเยซูคริสต์เจ้าที่ทรงอานุภาพที่มันพลังดันความยอมรับโดยการพิสูจน์ซึ่งทิ้งไว้ด้วยความแน่นอน ซึ่งไม่มีห้องให้สำหรับความไม่แน่ใจ’” http://www.conservapedia.com/Lionel_Luckhoo

 

พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในเนื้อหนัง พระเยซูเป็นผู้ทรงสร้างจักรวาล พระองค์อยู่ร่วมกับพวกเรามาเป็นเวลา ๓๓ ปี, ทรงทำอัศจรรย์, ทรงรักษาผู้คน, ขับผีปีศาจ, สอนด้วยสิทธิอำนาจ, ถูกตรึงกางเขน, ถูกวางในอุโมงค์, และทรงเป็นขึ้นจากความตายในวันที่สาม สาวกของพระองค์ยืนยันเป็นพยานของการฟื้นคืนชีวิตของพระองค์ด้วยหยาดโลหิตของเขาที่มาจากการข่มเหง คำพยากรณ์หลายร้อยคำมาก่อนพันธกิจของพระเยซูคริสต์และถูกทำให้สำเร็จด้วยพระองค์ คำพยากรณ์ส่วนมากนี้ ได้ถูกให้ไว้ก่อนพระพุทธเจ้าจะเกิด พระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นคนตายเหมือนผู้นำศาสนาคืนอื่น, แต่ว่าพระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ พระองค์เป็นผู้เดียวที่มีสิทธิอำนาจในการชำระล้างเราจากความบาปและรับเราสู่สวรรค์ แต่, ผู้ใดที่ปฏิเสธพระองค์เป็นการปฏิเสธความจริง ที่ผู้นั้นชื่นชอบคำเท็จมากกว่า คุณรักความจริงไหม? พระเยซูตรัสว่า “และท่านทั้งหลายจะรู้จักความจริง และความจริงนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไทย” (ยอห์น ๘, ๓๒) พระเยซูเป็นทางนั้น, เป็นความจริงและเป็นชีวิต คุณตั้งใจที่จะตามพระเยซูคริสต์ไม่ว่าอะไรก็ตามหรือไม่? อย่างไรก็ตามความรอดเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้ฟรี, แต่มีการเสียสละบ้างเพื่อยอมให้พระเจ้าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา, อย่างเช่นสูญเสียการยอมรับจากผู้คนรอบตัวเรา แต่มีการสูญเสียที่ใหญ่กว่าสำหรับการละเลยและไม่ยอมรับรู้ทางของพระเยซู-- คนอย่างนั้นไม่รู้จักเจ้าของสวรรค์และเขาจะไม่ได้ไปสวรรค์ ได้รับการยอมรับจากพระเจ้าเป็นการยอมรับที่สำคัญที่สุดที่คุณจะได้รับ คุณประสงค์ที่จะวางความเชื่อของคุณในองค์พระเยซูคริสต์วันนี้หรือไม่?

 

References

Cahill, M. (2005). One Heartbeat Away: Your Journey Into Eternity. Rockwall: BDM Publishing.

Childers, R.C. (1979). A Dictionary of the Pali Language. New Delhi: Cosmo Publications.

Herman, A.L. (1996). Two Dogmas of Buddhism. In Pali Buddhism Hoffman, F.J., Mahinda, D. (Eds.) Surrey: Curzon Press.

  1. Hinuber, Oskar. (1996). A Handbook of Pali Literature. Berlin: Walter de Gruyter.

Jones, J.G. (1979). Tales and Teachings of the Buddha: The Jataka Stories in relation to the Pali Canon. London: George Allen & Unwin.

Keown, D. (2000). Buddhism: A very short introduction. Oxford: Oxford University Press.

King, W.L. (1989). A Thousand Lives Away: Buddhism in contemporary Burma. Berkeley: Asian Humanities Press.

Ling, Trevor. (1979). Buddhism, Imperialism and War. London: George Allen & Unwin.

Odzer, C. (1998). Abortion and Prostitution in Bangkok. In Buddhism and Abortion. Keown, D. (Ed.). Great Britain: Macmillan Press Ltd.

Rahula, W. (1999). What the Buddha Taught. Bangkok: Haw Trai Foundation.

Robinson, R.H., Johnson, W.L., Wawrytko, S.A., & DeGraff, G. (1997). The Buddhist Religion: A Historical Introduction. Belmont: Wadsworth Publishing Company.

Schaeffer, F. (1972). He Is There And He Is Not Silent. London: Hodder and Stoughton.

Strong, J.S. (1995). The Experience of Buddhism: Sources and Interpretations. Belmont: Wadsworth Publishing Company.

Swearer, D.K. (1995). The Buddhist World of Southeast Asia. Albany: State University of New York Press.

The Pali Canon: Pali Text Society Version. Abbreviations of Pali Text Society books, with Pali titles in parentheses: V = Book of Discipline (Vinaya Pitaka); GS = Gradual Sayings (Anguttara Nikaya); D = Dialogues of the Buddha (Digha Nikaya); KS = Kindred Sayings (Samyutta Nikaya); MLS = Middle Length Sayings (Majjhima Nikaya); JS(S) = Jataka Stories (Jataka).

Vajiranana, P. (1987). Buddhist Meditation in Theory and Practice: A General Exposition According to the Pali Canon of the Theravada School. Kuala Lumpur: Buddhist Missionary Society.

Veidlinger, D.M. (2006). Spreading the Dhamma: Writing, Orality and Textual Transmission in Buddhist Northern Thailand. Bangkok: O.S. Printing House.

 

Websites

http://en.wikipedia.org/wiki/Basic_Points_Unifying_the_Theravada_and_the_Mahayana

http://www.comparativereligion.com/reincarnation1.html

http://www.buddhistische-gesellschaft-berlin.de/downloads/brokenbuddhanew.pdf

http://www.buddhapadipa.org/plinks/MHAR-6ELBY2

http://en.wikipedia.org/wiki/Mindon_Min

http://www.accesstoinsight.org/tipitaka/kn/ud/ud.2.01.irel.html

http://www.answersingenesis.org

http://www.conservapedia.com/Lionel_Luckhoo

 

 

 

สิบคำถามสำหรับเพื่อนที่เป็นชาวพุทธ

โดย สก๊อต โนเบิล ([email protected]) 27 พฤศจิกายน 2014

แปลโดย วีรวัจน์ เกียรติกุลพัฒนา ([email protected])


By David Passmore July 14, 2026
Circling the wagons Ruben Rothler LLB, LLM Israel is a society riddled with tension and division. It is sociologically, if not politically miraculous that a country drawing Jews from all over the world is able to exist at all. The army affords a degree of integration as a melting pot. But this is only a marginal source of national unity in the overall scheme of things. More so are the myriads of external threats that face this small country. In the former generation the Ashkenazi (Jews of European descent) - Sephardic (Jews of Oriental descent) divide was far more pronounced. The dominant Ashkenazi establishment held the reins of political and economic power which was resented by the Sephardim. However, due to a combination of inter-marriage and political accommodation much of the chasm that separated these distinct groups was forged. Menachem Begin (an Ashkenazi politician) in 1970 successfully ran on the Likud Party ticket with a campaign that brought Sephardic Jews under his conservative political umbrella. Later the immigration of Russian Jews following the end of Communism would add a whole new dimension to the Israeli demographic milieu. The younger generation of these immigrants tended to adapt well to Israeli society and contributed much to the economy. The wider division in Israeli society that crosses ethnic lines concerns that between religious and secular Jews. This can be further bifurcated to the clash between the secular and specifically ultra-orthodox Jews (Haredim) as distinguished from the national religious Jews (Dati Leumi). The Secular and the Religious generally part on what they envisage a Jewish State to entail. Religious Jews desire the State to strictly adhere to the stipulations of Jewish Law (Halacha), while at present Halakhic influence is largely limited to certain areas of Family Law concerning Jewish citizens. Wider considerations of promoting a socially conservative political agenda would also be forefront amongst the religious mindset broadly. Secular Jews view the imposition of such proposed measures as a serious infringement of their civil rights. With regard to the Haredim, the bone of contention looms larger, in that this group is fundamentally opposed to participating in society at large. This is acutely manifested in diminished contribution to the work force and a refusal to be conscripted into the army. The 2023 judicial reform protests posed a significant threat to social civil order. The nation appeared to be bitterly divided into two opposing camps. This split reflected broader divisions concerning visions of how the country should be governed. The judicial reforms would have weakened the Supreme Court's ability to render the Executive branch accountable. However, the Supreme Court was also accused of using its considerable powers to promote a socially liberal agenda. Left wing secular Israelis tended to oppose the proposed reforms while those on the right (which included the majority of Religious Jews) supported the reforms. Every weekend droves of protesters were brought onto the streets causing major disturbances to traffic. The polarising nature of this impasse threatened the future of Israeli democracy. It was the October 7th attack that brought a swift end to this public debate and civil strife. The nation instinctually united in response to this common existential threat. The judicial reforms were shelved for a future point when the urgent security threats subsided. However, as the war dragged on the enduring issue of Haredi refusal to conscript into the army became more pronounced. Mounting casualties combined with ever increasing manpower demands to field troops on the multiple theatres of action on which the IDF is engaged has depleted the ranks, and the army is now in much need of fresh conscripts. Haredi belligerent refusal to participate in the pressing national defence has escalated from being a political debate to a matter of very practical vital importance. Overall we can observe that the challenges to national unity in successive generations since the establishment of Israel has recurrently been ameliorated by the common necessity of defence towards outside threats. Most recently we can see this happening with regard to the global anti Semitism and anti-Zionism that has been raging since the October 7th atrocities. These hostile attitudes have paradoxically acted as a force which promotes nationalism and a sense of national cohesion in Israel that otherwise might not functionally exist.  (Author is an Israeli American lawyer academically qualified in British and in U.S.A. law, and a graduate of the School of Oriental & African Studies, London. He is a Jewish believer in Jesus and is currently based in Israel).
By David Passmore July 8, 2026
A Divided Nation Rubin Rothler LLB, LLM The Haredi community has had a complicated, paradoxical relationship with the State since its founding. Rooted in a Talmudic precept that the Jews are forbidden to resettle the land of Israel en masse by force before the coming of the Messiah, the secular democratic State of Israel presents itself as blasphemous by its mere existence. Yet due to practical considerations such as the need to obtain funding for its religious academies the Haredi leadership reached a settlement with the State's founders that exempted Haredi men from being conscripted for military service. This was at a time when the Haredi population in Israel was relatively small. Over the past decades this demographic ballooned until the point that soon the majority of Jewish children in Israel will be born into Haredi families. Such a situation is clearly unsustainable. Recently the Knesset's (Parliament's) Haredi parties have pressured their coalition partners in government to codify Torah Study as part of the Country's Basic Laws. This was purposefully done to elevate the status of their institutions to be on parity with service in the IDF. Israel is yet to promulgate a written Constitution, so legislation classed as a Basic Law holds Constitutional status for all intents and purposes. These moves by the religious parties represent a back door power grab to enshrine in law very significant hurdles to prevent the enlistment of Haredi men. The burden of Israel's defence is comparatively massive for a country its size and it is vastly disproportionately shouldered by the secular population. Until now there have been political initiatives to conscript the Haredim. But given the huge manpower shortages emerging in the wake of near continual conflict on multiple fronts since the events of October 7th this matter has become urgent and not merely a theoretical discussion of what is fair and equitable. It is important to draw a distinction between the Haredim and national religious Jews (Dati Leumi). The Haredim adhere to a lifestyle entirely committed to observance of Jewish Law and Talmudic study. This is embraced to the exclusion of gainful employment and participation in wider society. They are either outrightly opposed to Zionism or consider themselves non-Zionist. Conversely, followers of the national religious movement in Israel although being observant of Jewish law and learning would alongside this pursue secular professions. Furthermore, they are ardently Zionist and disproportionately serve in IDF combat units. This is often done within the framework of a program called Hesder Yeshiva that combines religious learning with military service. Efforts to cater a similar model for accommodating Haredi participation in the IDF have so far failed to make substantial gains. Such measures designed to override Haredi objections to service based upon modesty concerns by strict segregation of the sexes in these specially formed units have failed to appease the Haredi leadership. For them, any form of military service is considered a dereliction of their duty to fully devote themselves to a Torah lifestyle. They argue that their Talmudic learning and prayers are in itself a form of national service and act to protect the Jewish people spiritually from enemy attack. It is as if two parallel societies exist within Israel. And the trajectory of separation between the two is only growing. The Haredim are cloistered away in their Yeshivas, immersed in lives devoted to adhering to the stipulations of Jewish law. While the particulars of actually running the State is left to the Secular. The Haredim desire all the benefits of subsidizing their lifestyle without contributing to society. What we really have going on here at source is two profoundly different and opposing ideological visions of what is important in life and what is the purpose of a Jewish State. At the State's founding these divergent perspectives were more manageable. Ben Gurion only had to contend with one religious party –the National Religious Party. Later in 1970 Begin aligned with the NRP to form a coalition government that also brought Sephardic Jews under the Likud umbrella which had the effect of bringing unity to the country by bridging the Ashkenazi-Sephardi divide. However, over time Israeli politics has seen a proliferation of religious parties, gaining further leverage as king brokers in forming governments due to the proportionate representation voting system which secular Israelis not uncommonly view as political blackmail. (Author is an Israeli American lawyer academically qualified in British and in U.S.A. law, and a graduate of the School of Oriental & African Studies, London. He is a Jewish believer in Jesus and is currently based in Israel).
P
By Mea Fredrickson June 23, 2026
New Paragraph
By David Passmore June 22, 2026
THE CAPTION AT THE HEAD OF THE POSTER IMAGE FOR THE MOVIE ‘DISCLOSURE DAY’ BOLDLY DECLARES ‘WE DESERVE TO KNOW’ Indeed, we do need to know the truth. But will we find it in Stephen Spielberg’s new movie ‘Disclosure Day’? Could it just as well be entitled ‘DECEPTION DAY’? In an interview with USA Today Spielberg says that evidence of non-human contact has become “overwhelming” to him. He has suggested that his film could raise significant theological questions for Christians. But will it? For us Christians - No, not on our watch! The movie raises no questions for those who accept the proven accuracy of God’s Word, the Bible. The film, which is capturing the imagination of the public, only confirms exactly what scripture tells us about what are in fact extra-dimensional beings. ALIENS OR FALLEN ANGELS? God inhabits the heavenly realm along with a vast array of angels. Because Lucifer, a created angel, wanted to usurp God as ruler of the universe, he was expelled to another realm outside of our time and space, along with one third of the angels who rebelled with him. These fallen angels manifest themselves as demons who can appear on earth and disappear at will. Spiritual hosts of wickedness exist in heavenly places, wherever this realm is, it is not the place where God dwells. ARE ALIENS BENEVOLENT? In the movie, the ‘aliens’ are portrayed as friendly beings who want to help mankind in a time of crisis. If the aliens are really demons, not visitors from outer space, this is a dangerous delusion. Whitley Striber in his book ‘Communion’ writes on encountering ‘aliens’; ‘I felt an indescribable sense of menace. Whatever was there seemed so monstrously ugly, so filthy, so dark and sinister. Of course they were demons. They have to be.’ Many others have reported similar malevolent experiences. During the movie, Daniel claims to have had an encounter with extra-terrestrials during which he received a special gift of empathy, which is regarded by him as the ultimate superpower. However, there is only One who completely understands our human frailty. We read this concerning Jesus: ‘For we do not have a high priest who is unable to empathise with our weaknesses, but we have one who has been tempted in every way, just as we are - yet he did not sin.’ (Hebrews 4 v 15). Jesus said: “Come to me, all you who are weary and burdened, and I will give you rest.” (Matthew 11 v 28) END TIMES DECEPTION Before he was crucified, Jesus warned his disciples about these last days in which we are living. The first words he used in this context were: “Watch no one deceives you. For many will come in my name saying, ‘I am the Christ,’ and will deceive many.” Deception was top of the list! Later, the Apostle Paul wrote about these days: ‘The coming of the lawless one is according to the working of Satan, with all power, signs, and lying wonders, and with all unrighteous deception among those who perish, because they did not receive the love of the truth, that they might be saved.’ (2 Thessalonians 2 v 9) Have you received the love of the truth? Have you received Jesus who is the way, the truth and the life? If not, you are in great danger. Perilous times are here and they are only going to get worse as man turns more and more away from his maker. Things will only change when Jesus returns soon to establish his own Kingdom on earth, where justice and peace will rule. JESUS, OUR ONLY HOPE! The Bible says all human beings are sinners. The message of Jesus is simple; repent and believe the good news, that God wants humanity, his highest creation, to be reestablished in relationship with him. His plan was simple: to give his life in unconditional love for every human being that has and ever will live, by shedding his blood on a Roman cross. In doing this, we can receive forgiveness of sins. Our old life will then be buried with him, giving us new life with the hope of an eternal future of true peace, love and joy, with freedom from pain and tears. Why ignore such a great gift of salvation? If you do, your fate will be sealed for eternity in hell, which is a real place without God, and thus without love, to face only eternal consequences of punishment. We condemn ourselves to such a fate. REPENT AND BELIEVE THE GOSPEL BEFORE IT’S TOO LATE! Jesus loves you and asks that you repent and believe in him. It would be the best and safest decision of your life! If you commit your life to him, he will give you a new heart, you will be a new person inside. You will also gain a new desire for all that is right and true. And his Holy Spirit will give you an ability to discern the lies of the age we are living in. ‘For God so loved the world, that he gave us his only son, that whosoever believes in him, will not perish, but have eternal life.’ (John 3:16) FINALLY, A RECOMMENDATION  All that is described in this leaflet has been open, in the light for millennia. On the other hand, the theory of extra-terrestrial life has been hidden in darkness, awaiting ‘Disclosure Day’. Which would you prefer to believe, the Word of God, or the word of Stephen Spielberg? I made my choice years ago, and have never regretted it! If this message has spoken to you, just call upon Jesus in a short prayer. Confess to him that you are a sinner in need of salvation. Ask him in sincerity to forgive you and to fill you with his Holy Spirit. You will then become what the Bible describes as being ‘born again’. (John 3 v 7) Then you need to seek a Bible believing church where you can be baptised and become part of a group of believers who can help you get to know Jesus more and more fully. “And you shall know the truth, and the truth shall make you free” (John 8 v 32)
By David Passmore June 20, 2026
Prayer request for Teerth Sond Petitioned Prayer-Supplication/Personal Prayer/ Collective Prayer/Thanks Giving Prayer Our Dear brethren in Yeshua, my family & myself Teerth request your prayers in The Spirit that the latest drugs Ramicirumab & Pacilitaxel will destroy the cancer cell in the Authority Of The Lord Yeshua in The Power of The Holy Spirit. Targeted Petition: Please stand with us in prayer & fasting; The Lord will target the 2cm legion & that it will be cast out of my Liver in the love (agape), compassion, kindness, grace, mercy of God. I do not deserve it because of me- but By His Stripes we are healed for His Glory. This will allow the main operation to go ahead (which should have been done 18 months ago). Step by Step in the leading of The Holy Spirit and the in the Lord Step by Step, as our beautiful sister Beryl said, has worked on my Spiritual man- thank you Lord for waking me up. Lord raise me up for your glory forever because of your love to me, the family & fellowship- an unworthy sinner saved by your grace & love. Email sent to my Oncologist & my Local MP: Greetings Natasha & Dr Mano Joseph Hope All Is Well Thank you for our meeting today. At our meeting we discussed my MRI & CT scans which were done in May 2026. We discussed the operation on my oesophagus which I believe is the best option. (This should have been done 18 months ago). My Kidney operation will be done- non evasive- Lord willing within the next month. Will you be talking to Mr Chacravaty about this? The liver must be targeted first- this is wisdom and the latest radiotherapy treatments available- proton therapy-radiotherapy atezolizumab and bevacizumab sorafenib lenvatinib regorafenib cabozantinib durvalumab and tremelimumab At the meeting we discussed the next CT & MRI scans to be held end off July. Wouldn't it be to better to have them in August so by then I've had 4 full treatments on the latest medication. Also we have Zolbetuximab on compassionate usage- all glory to The Lord. After all the past wrongs I have no doubt now Dr Joseph you will pursue the best for me and family. Dear brethren- King Manasseh, David, Hannah, The Church For Peter, James, The Lord Jesus Christ for example made petitions onto the Lord. We pray as one body to cast off the illness in the Power of The Holy & The Authority Of Yeshua. The Great Physician who came for the ill. To lay out raised hands 🙌🏽 upon the head of our Lord. ABBA/Daddy/Lord in your mercy have mercy on us. Love you all in Yeshua our Lord & God. Teerth, Family & Fellowship
By David Passmore June 19, 2026
The End of an Extended Honeymoon – Are Trump and Netanyahu Parting Ways? Rubin Rothler LLB, LLM  The Israeli public had high hopes for Trump. Unlike his predecessors, he consistently endorsed Israeli measures of self-defence in the different theatres of conflict in which it had to contend. Further to these ends Trump shared in Netanyahu’s determined agenda of preventing the Iranians from pursuing the proliferation of nuclear weapons. During Trump's first term he tore up Obama's negotiated settlement with the Iranians concerning enriched Uranium, echoing Netanyahu’s position that it didn't go far enough. Now in his second term Trump partnered with Israel in a war with Iran that turned out to lack clearly defined goals. The campaign required resolve on the part of America that it wasn't willing to commit. After an initial lightning blitzkrieg that decapitated the Iranian leadership, the Persians dug in and the conflict became a protracted war of attrition hinging on Iran's stranglehold on the straits of Hormuz that could only be realistically lifted by placing boots on the ground or an intensified air war directed against Iranian coastal positions and the destruction of Kharg island, or at least the viable threat to obliterate Kharg island if Iran did not acquiesce. It transpired that Trump and Netanyahu underestimated the resilience of the Iranian regime, thinking that it had already received a near mortal blow during the prior popular demonstrations. So now we are left with a situation where Trump is exasperated with this protracted endeavour and appears to be aiming his frustration towards Netenyahu. A sticking point is Israel's continued occupation of Southern Lebanon. Iran is insistent that Israel withdraw its forces from there as a precursor to fully committing itself to a final status agreement with the U.S. to put an end to its nuclear aspirations. With the midterm elections looming Trump seems to be desperate for an exit strategy from this war. From Israel's perspective the fight against Hizbollah is an inextricable part of the Iranian equation. The IDF has invested massive resources and personnel in the hopes of quashing the Iranian proxy once and for all. Netanyahu is determined to build on the momentum achieved after the spectacular pager attack in 2024. After the catastrophic Hamas massacres of October 7th, the majority of the Israeli public is unwilling to tolerate a capable hostile force on its borders. Trump's proposed solution to this dilemma unrealistically suggests that Syria should take on the role of disarming and removing Hizbollah from Lebanon. In the ultimate reckoning of international relations, America doesn't have iron clad allies, but rather interests like any other nation. If, (as appears to be occurring now) U.S. and Israeli interests fail to align the two countries will cease to act in unison and there may be a rupture in relations on the not-too-distant horizon. Trump has indicated that Israel owes him big time. He has asserted that were it not for his decisive actions they would have been obliterated by Iran's missiles. This is nothing to say of the robust diplomatic support Trump has lent Israel in such forums as the United Nations Security Council and sanctioning officials of the International Criminal Court. Netanyahu is acutely aware of what may be next after Trump. The way public opinion is turning against Israel it is unlikely that the next administration is going to be any way near as friendly as Trump has been thus far to Israel. Trump too of course is mindful of this turning tide opposing Israel. The Iran war has been unpopular to his domestic audience, and the President has been caricatured as Netanyahu’s stooge doing Israel's bidding. Another major consideration for Trump is the colossal impact that the war has had on his other major regional allies: the Gulf States and Saudi Arabia. They have received the brunt of the Iranian backlash that has effectively targeted their energy infrastructure and trading routes. They, along with the Europeans have been exerting pressure on Trump to end the conflict and reopen the Straits of Hormuz regardless of whether the most favourable terms of Iranian capitulation are achieved. Israel, however important a strategic asset and technological powerhouse will not override these broader concerns that are endangering global energy markets. An unspoken factor is Trump's propensity for a belligerent severing of his relationship with allies in the political sphere. His public displays of hostility with former political allies such Senator Ted Cruz, Governor Ron Santos and Elon Musk demonstrate a temperament that the same kind of falling out could invoke with strategic allies as well as those political. Both Trump and Netanyahu are approaching the sunset of their political careers and are naturally inclined to deeply consider the legacies they will leave behind. In the international sphere Trump projected himself as a peacemaker from a position of strength. But as many commentators have pointed out, the war with Iran demonstrated the limits of U.S. power. Trump appraised Iran as low hanging fruit that could be swiftly toppled like Venezuela. However, when push came to shove and the only prospect of landing a decisive blow demanded a massive ground offensive on the scale of the Iraq war, he bottled out and sued for a premature peace that will leave Netanyahu in the cold. Netanyahu is anxious to rehabilitate the injury inflicted on his reputation of the greatest disaster to have occurred in Israel's history having happened on his watch. Eliminating Iran as the great regional adversary pulling the strings of its proxies would have done much in this regard. Neither leader is able to craft their legacies as they would have wanted. Trump is choosing the perceived option of mitigating the damage done to his legacy in foreign affairs. He is trying hard to sell his Iran deal as being more than what Obama bargained in terms of guaranteeing a nuclear free Iran. But as further details of his proposal are leaked this is becoming a tall order. Netanyahu is faced with October elections and he may decide to stay the course in Lebanon as otherwise he will seem weak to most voters. Should this happen, we will be in uncharted waters as it will thwart Trump's designs for an immediate end to this affair.
By David Passmore June 17, 2026
The Battlefield for Israel's Reputation Rubin Rothler LLB, LLM Israel has enjoyed strong U.S. support since its founding. Within eleven minutes of Israel's Declaration of Independence Truman recognized the Jewish State. Under the Kennedy administration the Pentagon sold advanced missile systems to Israel. However, it was the 1970 attempted PLO takeover of the Hashemite Kingdom of Jordan that demonstrated to the U.S. Israel's regional prowess and indispensability for implementing Washington's agenda. During Arafat's attempted Coup Syria mobilized its forces on the Jordanian border in support of the PLO's bid to dislodge the ruling Hashemite dynasty. Upon Washington's direction the IDF also mobilized its army upon its border with Jordan, thereby deterring the Syrians from taking further action. From then, the Pentagon and U.S. military planners invested heavily in promoting Israel's defence. During the 1973 Yom Kippur War disaster Nixon's massive air lift came to Israel's aid. For decades U.S. diplomatic and military support for Israel was a non-partisan issue. Both Democrat and Republican members of Congress voted nearly unanimously in support of measures concerning Israel. However, in the mid 2010's this began to change. To the extent that now 80% of Democrats hold views in opposition to Israel and this is reflected in how their representatives are acting. It is difficult to praise an exact moment when this turning point occurred. For years Democrat grassroots activist groups across the nation were lobbying their local representatives about their attitudes to Palestine and the mass student protest movements following the Gaza war built upon this momentum. The dual standards by the academic establishment were riddled with hypocrisy as if by the same criteria Israel is condemned for its responsive self-defence counter attacks in Lebanon and Gaza, Britain and America would be similarly indicted for what they did to Dresden, Hamburg and Berlin in response to Hitler. This is facilitated by the funding of Western Universities by Qatar and other Islamic interests associated with the Muslim Brotherhood. There is alienation between Israelis and the traditional left-centre Jewish Diaspora in the U.S. with a third of New York Jews voting for Mandani a vehement anti-Zionist in the New York Mayoral election. This is counterbalanced by a growing Jewish Right in America led by Ben Shapiro, David Ruben, Dennis Prager, Mark Levin and Trump advisor Steven Miller who are in political harmony with the Evangelical Right. The Republicans are also approaching a crossroads. Just as the Democrats have been hijacked by the Woke Left there has emerged a virulently anti-Zionist Woke Right led by Tucker Carlson, Nick Fuentes and Candace Owen who are also attempting to hijack the Republicans. What is alarming here, is the fact that the majority of young Republicans under forty now hold an unfavourable view of Israel. So, it is very much a matter of fighting for the future of the Republican Party. The growing populist movements in Britain and Europe may counter the anti-Zionist and anti- Semitic political activities of the Muslim vote and their left-wing allies. In any eventuality, even if the least favourable trajectory of U.S. public opinion were to further materialize it is unlikely to dismantle the massive military and intelligence sharing cooperation between the U.S. and Israel. The Pentagon views Israel as far too big of a strategic asset in a volatile region to cut ties with. (Author is an Israeli American lawyer academically qualified in British and in U.S.A. law, and a graduate of the School of Oriental & African Studies, London. He is a Jewish believer in Jesus and is currently based in Israel).
By David Passmore June 10, 2026
MAJOR PRAYER REQUEST - STEVE MITCHELL MORIEL ORPHANAGE (Andar Pradesh, INDIA) Please read the enclosed missions report from Moriel Missions Branch India: Our children need us and we put a lot of money into buying and then expanding the Moriel orphanage to take in more children. These precious orphan children are coming to Christ and the devil is angry. Until now we had opposition from radical Sheikhs at the Moriel Horeb church we built in Punjab, but the Hindu Authorities in Andar Pradesh have largely until now left us alone. The BJP government is however as wicked as Hamas or Hezbollah - only Hindu (I was in India when radical Hindus burned the Australian missionary family alive in their car; these are the ones who wanted to murder Steve Mitchell when Moriel helped to quickly get him out of the country some years ago). Some pastors have been murdered again in West Bengal. (Samuel, who oversees the Moriel orphanage went to Bible College with one of them). Because our orphan children are Dalet (treated as subhuman 'out casts' by the Hindu caste system), or from Muslim backgrounds, we have largely been been left alone and some of the local officials liked us. This is obviously not a good situation. Prayer is urgently requested. Please pray for Mark Masih particularly that they will not cancel his visa. They are now forbidding us from bringing any more bibles into the country. What would happen if Britain, Australia, or America outlawed Hindus from bringing the Bhagavad Gita into England, Oz, or the USA? MARANATHA Come Quickly Lord Jesus  "You Will Be Hated By Men For My Name's Sake" Matthew 10:22
By David Passmore May 30, 2026
Staying The Course Amidst Isolation Rubin Rothler LLB, LLM Living in Israel one gets the feeling that the metaphorical walls are closing in. Israel's reputation is being tarnished all over social media and the mainstream media, and this is reflected in massive public disdain towards this country. We are constantly told that there is near consensus amongst academics and commentators that a genocide was committed in Gaza. The very legitimacy of the state is brought into question. The majority of Americans are now hostile towards Israel. There is real fear that the next U.S. administration will turn against Israel. Even if this were to happen passively, by the U.S. refraining from exercising its veto power towards Security Council Resolutions condemning Israeli actions this could be catastrophic. Internally it is a fractured society leaning increasingly right wing which further alienates Israel from world opinion. An example in point is how Ben Gvir mocked the most recent participants of a global aid flotilla to Gaza. Such conduct further agitates outrage at Israel. The left-wing media presents the ruins of Gaza as a mortal wound in Israel's side. When the world observes this level of carnage no degree of public relations can ameliorate the sense of indignation towards Israel. We can liken the situation of Israel to that of a depressed person. All he sees is hopelessness and gloom. But this isn't the first time that the Jewish nation has been faced with such darkness. Things change and we don't know how the geo-political map will reconfigure in the future. We need to ride out this storm and keep going. On a historical note, the situation is reminiscent of what our ancestors faced when we returned from the Babylonian exile to rebuild the walls of Jerusalem. Nehemiah was faced with constant lies and conspiracies designed to entrap him by hostile actors: Sanballat the Horonite, Tobiah the Ammonite and Geshem the Arab. They employed deception, slander and ridicule in order to maintain their political eminence. There was also a certain sense of abandonment amongst the Jews in Israel then as in our own day. We read in the books of Ezra and Nehemiah about the anguish of the leadership in Israel concerning the lack of assistance from the Babylonian diaspora towards the rebuilding of the walls of Jerusalem and the Temple. Only 20% of the exiles returned to the land. It was largely the poor who returned. Most of the affluent, established Jews remained in Exile. This is a continuing theme in Jewish history. It is also important to observe that from its very beginnings there were bible believing Christians who spearheaded the return of the Jews to their land. The idea of organizing a return of the Jews to Israel began as a Protestant Restorationist objective that can be traced to 17th century Puritan England. The protagonists of the Cromwellian Republic viewed themselves as the new Israel fighting the Papist forces of Satan. Alongside this, interest grew in the notion that biblical prophecies pertaining to the return of the Jews to Israel were a necessary precursor for the return of Christ. The growth of the British Empire in the 19th century lent political clout to Christian Restorationism with specific missions to the Jews established. Although there had been a longing to return to Israel as written in the thrice daily Amidah prayer, Jewish Zionism arose in the midst of mid nineteenth century nationalism and was further fermented by European antisemitism. It was an altogether secular enterprise. Although Israel's situation appears rather stark, we can draw strength from the Providence afforded to our ancestors in the days of Ezra and Nehemiah when they too were faced with defamation. This is also an opportunity to grow closer to our natural allies in the evangelical world who from the beginning of Zionism were steadfast supporters of the project to establish a Jewish homeland in Israel.  (Author is an Israeli American lawyer academically qualified in British and in U.S.A. law, and a graduate of the School of Oriental & African Studies, London. He is a Jewish believer in Jesus and is currently based in Israel).